Skip to main content

รู้เขารู้เรา รบยังไงให้ชนะ Passive fund??


ช่วงหลายปีมานี้กูรูหลายคนออกมาให้ความเห็นในการลงทุนในกองทุนรวมโดยหยิบเอาผลตอบแทนในอดีตของกองทุนรวมที่เป็น Passive fund มาเปรียบเทียบกับกองที่เป็น Active fund
..
ผลก็คือกองทุน Active fund กว่า 80% ที่ลงทุนจ้างนักวิเคราะห์เพื่อมาคัดเลือกหุ้นอย่างมากมายกลับสร้างผลตอบแทนสู้กองทุน Passive fund ที่ใช้เพียงคอมพิวเตอร์ในการปรับสัดส่วนการลงทุนไม่ได้เลย
..
นั่นก็ทำให้เงินทุนหลั่งไหลเข้าไปยังกองทุน Passive fund มากขึ้นและเกิดกองทุนใหม่ๆขึ้นมามากมายเพื่อตอบสนองกับความต้องการเหล่านั้น
..
และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งความกังวลในฟากตะวันตก เนื่องจากหลักการซื้อขายหุ้นของกอง Passive fund นั้นจะคำนวณตามมูลค่าของหุ้นที่อยู่ในกลุ่มอ้างอิง ซึ่งนักการเงินหลายคนบอกว่ามันทำให้กลไกตลาดทำงานผิดเพี้ยน!!
..
ตัวอย่างเช่นกองทุน Passive fund ที่อ้างอิงกับ SET50 ตัวกองทุนจะต้องมีการคำนวณอยู่เสมอว่าตอนนี้หุ้นใน SET50 แต่ละตัวมีน้ำหนักต่อดัชนีเท่าไร สมมติว่า Market cap รวมของ SET50 เท่ากับ 10 ล้านล้านบาท และ Market cap ของหุ้นปตท. เท่ากับ 1 ล้านล้านบาท กองทุนก็จะต้องลงทุนใน ปตท. เป็นสัดส่วน 10% ของขนาดกองทุน ซึ่งเมื่อคำนวณครบ 50 ตัวก็จะรู้ว่าต้องลงทุนในหุ้นตัวไหนในสัดส่วนเท่าไรบ้าง
..
ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ ด้วยพื้นฐานการคำนวณเบื้องต้นมันจะช่วยให้หุ้นใดก็ตามที่ Outperform ส่งผลให้มันมีมูลค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับเพื่อนๆ ก็จะมีแรงซื้อจาก Passive fund เข้ามาเพื่อปรับน้ำหนักให้สอดคล้องกับตลาด ในทางกลับกันหุ้นที่ Underperform ก็จะถูกแรงขายออกมาอย่างต่อเนื่อง
..
อีกส่วนนึงที่ลืมไม่ได้ก็คือ แม้ว่าหุ้นเราจะกลางๆ ไม่ได้โดดเด่น ไม่ได้แย่ลง (ในแง่ของพื้นฐาน) แต่ถ้าหุ้นในกลุ่มตัวอื่นดีขึ้น หุ้นเราเองก็จะถูกขายเช่นเดียวกัน!!!
..
มาถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่าไม่น่าจะมีผลมากเพราะกองทุน Passive fund ในบ้านเรามันยังเล็กเหลือเกิน แต่ถ้าไปมองในฝั่งอเมริกาที่มีกองทุน Passive fund ราว 1 ใน 3 ของตลาด คุณคิดว่าไง??
..
กลับมาที่คำถามของบทความว่าเราจะรบยังไงให้ชนะ Passive fund?
..
แน่นอนว่าการเลือกหุ้นคือปัจจัยสำคัญสู่ชัยชนะ ถ้าคุณเลือกหุ้นที่มีผลตอบแทนดีกว่าตลาด และลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสมคุณก็ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย
..
แต่เมื่อเรารู้หลักการคิดของ Passive fund แล้ว ผมว่าเราน่าจะใช้ประโยชน์จากมันได้บางอย่าง
..
ยิ่ง Passive fund มีสัดส่วนในตลาดหุ้นมากเท่าไร หุ้น Outperform ก็มีโอกาส Overvalue มากขึ้น หุ้น Underperform ก็มีโอกาส Undervalue มากขึ้น ส่วนหุ้น Neutral ก็อาจจะแพงขึ้นหรือถูกลงขึ้นอยู่กับว่าเพื่อนๆเป็นยังไง
..
เห็นมั๊ยครับว่าการมีตัวตนของ Passive fund บางทีมันก็ทำให้ราคาหุ้นมันเหวี่ยงออกจากที่ควรจะเป็นมากเกินไป ซึ่งผมเชื่อว่าเพื่อนๆนักลงทุนน่าจะหาประโยชน์จากมันได้แน่ๆ

Comments

Popular posts from this blog

ดูนางให้ดูแม่ ดูหุ้นให้ดูผู้บริหาร

ถ้าผมจะบอกว่าสิ่งแรกที่ควรพิจารณาก่อนการลงทุนไม่ใช่ "งบการเงิน" แต่เป็น "ผู้บริหาร" คุณจะเชื่อมั๊ย? .. ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น? .. ในยุคปัจจุบันบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นจะถูกกำกับดูแลโดยหน่วยงานของภาครัฐ อย่างในประเทศไทยก็คือ กลต. แน่นอนว่ามันสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ระดับหนึ่งว่าบริษัทเหล่านี้น่าจะถูก "คัดกรอง" มาแล้ว .. นักลงทุนในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นความสนใจไปที่ผลประกอบการของบริษัทเป็นหลัก .. แต่ที่จริงแล้วหน่วยงานกำกับดูแลได้ทำหน้าที่ของเขาจริงรึเปล่า? .. ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาผมเห็นการเบี้ยวหนี้ของบริษัทหลายแห่ง หรือแม้กระทั่งการประกาศว่าบริษัท "เจ๊ง" อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งบริษัทเหล่านั้นแทบไม่ได้ออกมาบอกถึงสาเหตุที่แท้จริงเลยว่า "เกิดอะไรขึ้น" .. นี่จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งหลายรวมทั้งตัวผมเองก็สงสัยว่า ตกลงแล้วบริษัทมันเจ๊งจริงหรือ "เราโดนโกง" เพราะแน่นอนว่าเราคงไม่อยากเอาเงินของเราไปร่วมลงทุนกับคนโกง!! .. ย้อนกลับไปสัก 500 ปีก่อนในช่วงที่แนวคิดของ "การร่วมหุ้น" ได้เก...

เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือ 20 ปีที่แล้ว

นักลงทุนหลายๆคนเมื่อเริ่มศึกษาประวัติการลงทุนของเหล่ากูรูทั่วโลกมักจะมีความคิดขึ้นมาเสมอว่า "ก็เรามันเกิดช้าไป" "ตอนนี้หุ้นมันแพงแล้ว" หรือ "ลงทุนสมัยก่อนมันไม่ยากเท่าปัจจุบัน" .. ผมไม่เถียงครับว่าช่วงเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เศรษฐกิจเกิดใหม่มักมีการเติบโตที่เร็วกว่า แต่ในเมื่อเราอยู่กับปัจจุบันแล้ว การพยายามหาข้ออ้างมันคงไม่ได้ช่วยอะไรเรานอกจากการปลอบใจ .. ถ้าเราลองมองดีๆจะพบว่าโอกาสการลงทุนมันมีอยู่เสมอขึ้นอยู่กับว่าเรา "มองเกมขาดแค่ไหน?" "เราขยันแค่ไหน?" .. Facebook Google Apple ก็เป็นบริษัทที่เติบโตอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แล้วคุณจะบอกว่าโอกาสการลงทุนในปัจจุบันมันไม่มี?? .. สิ่งที่ผมจะบอกคือ "ความมั่งคั่ง" มันไม่เคยหายไปจากโลกครับ มันแค่ย้ายจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง หรือถ้าจะพูดให้ชัดคือ จากธุรกิจเก่าๆไปยังธุรกิจสำหรับอนาคต ธุรกิจที่มีความสามารถในการ "แย่งเงิน" จากคนอื่นก็จะเป็นธุรกิจที่เติบโต ในขณะที่ผู้แพ้ก็ต้องล้มตายไปตามระเบียบ .. บ่อยครั้งที่ผู้ประกอบการอ้างว่าเศรษฐกิจไ...