Skip to main content

ดูนางให้ดูแม่ ดูหุ้นให้ดูผู้บริหาร


ถ้าผมจะบอกว่าสิ่งแรกที่ควรพิจารณาก่อนการลงทุนไม่ใช่ "งบการเงิน" แต่เป็น "ผู้บริหาร" คุณจะเชื่อมั๊ย?
..
ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น?
..
ในยุคปัจจุบันบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นจะถูกกำกับดูแลโดยหน่วยงานของภาครัฐ อย่างในประเทศไทยก็คือ กลต. แน่นอนว่ามันสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ระดับหนึ่งว่าบริษัทเหล่านี้น่าจะถูก "คัดกรอง" มาแล้ว
..
นักลงทุนในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นความสนใจไปที่ผลประกอบการของบริษัทเป็นหลัก
..
แต่ที่จริงแล้วหน่วยงานกำกับดูแลได้ทำหน้าที่ของเขาจริงรึเปล่า?
..
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาผมเห็นการเบี้ยวหนี้ของบริษัทหลายแห่ง หรือแม้กระทั่งการประกาศว่าบริษัท "เจ๊ง" อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งบริษัทเหล่านั้นแทบไม่ได้ออกมาบอกถึงสาเหตุที่แท้จริงเลยว่า "เกิดอะไรขึ้น"
..
นี่จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งหลายรวมทั้งตัวผมเองก็สงสัยว่า ตกลงแล้วบริษัทมันเจ๊งจริงหรือ "เราโดนโกง" เพราะแน่นอนว่าเราคงไม่อยากเอาเงินของเราไปร่วมลงทุนกับคนโกง!!
..
ย้อนกลับไปสัก 500 ปีก่อนในช่วงที่แนวคิดของ "การร่วมหุ้น" ได้เกิดขึ้น ซึ่งตรงนี้ประวัติศาสตร์ของยุโรปในหลายประเทศก็พยายาม "อ้าง" ว่าตลาดหุ้นนั้นเกิดขึ้นในประเทศของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นอิตาลี หรือเยอรมัน แต่ที่เป็นที่กล่าวถึงกันอย่างกว้างขวางเห็นทีจะเป็นตลาดหุ้นของชาว Dutch!!

จะว่าไปแล้วการซื้อขายหุ้นในสมัยก่อนก็ไม่เชิงเป็นการซื้อขายหุ้นในบริษัทหรอกครับ แต่เป็นการร่วมหุ้นในการเดินเรือเพื่อไปขายสินค้า
..
แน่นอนว่าการค้าขายให้ได้กำไรมากๆก็ไม่ใช่กับใครที่ไหน ก็พวกเอเชียของเรานี่แหละ!! และด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยของชาวยุโรป สินค้าที่นำมาค้าขายแต่ละครั้งก็สามารถทำกำไรได้อย่างงาม
..
การร่วมหุ้นของชาว Dutch ในสมัยนั้นก็คือการร่วมแบ่งผลประโยชน์จากผลกำไรที่จะได้กลับมาจากการค้าขาย อย่างไรก็ดีนักลงทุนในยุคนั้นก็มีเรื่องให้กังวลว่าเงินที่ลงทุนไปจะได้กลับมาคุ้มค่าหรือไม่? เรือจะอัปปางค์ระหว่างทางรึเปล่า? หรือจะโดนโจรสลัดปล้นระหว่างทางมั๊ย?
..
และแน่นอนสิ่งที่สำคัญที่สุดที่นักลงทุนจะละเลยไม่ได้เลยก็คือ "กัปตันจะเชิดเงินหนีไปรึเปล่า"
..
การลงทุนสมัยนั้น "ความซื่อสัตย์" จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะการจะติดตามผลการดำเนินงานของกัปตันนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย นักลงทุนทำได้แค่เพียง "เชื่อใจ" และรอวันที่เรือจะกลับมาเทียบท่าที่บ้านเกิดเท่านั้น
..
กลับมาสู่ปัจจุบันในยุคที่เราเชื่อว่าเรามี "ระบบ" ที่คอยตรวจสอบการทำงานของผู้บริหาร แต่เชื่อผมเถอะครับว่า "เวลา 500 ปี มันไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้"

Comments

Popular posts from this blog

รู้เขารู้เรา รบยังไงให้ชนะ Passive fund??

ช่วงหลายปีมานี้กูรูหลายคนออกมาให้ความเห็นในการลงทุนในกองทุนรวมโดยหยิบเอาผลตอบแทนในอดีตของกองทุนรวมที่เป็น Passive fund มาเปรียบเทียบกับกองที่เป็น Active fund .. ผลก็คือกองทุน Active fund กว่า 80% ที่ลงทุนจ้างนักวิเคราะห์เพื่อมาคัดเลือกหุ้นอย่างมากมายกลับสร้างผลตอบแทนสู้กองทุน Passive fund ที่ใช้เพียงคอมพิวเตอร์ในการปรับสัดส่วนการลงทุนไม่ได้เลย .. นั่นก็ทำให้เงินทุนหลั่งไหลเข้าไปยังกองทุน Passive fund มากขึ้นและเกิดกองทุนใหม่ๆขึ้นมามากมายเพื่อตอบสนองกับความต้องการเหล่านั้น .. และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งความกังวลในฟากตะวันตก เนื่องจากหลักการซื้อขายหุ้นของกอง Passive fund นั้นจะคำนวณตามมูลค่าของหุ้นที่อยู่ในกลุ่มอ้างอิง ซึ่งนักการเงินหลายคนบอกว่ามันทำให้กลไกตลาดทำงานผิดเพี้ยน!! .. ตัวอย่างเช่นกองทุน Passive fund ที่อ้างอิงกับ SET50 ตัวกองทุนจะต้องมีการคำนวณอยู่เสมอว่าตอนนี้หุ้นใน SET50 แต่ละตัวมีน้ำหนักต่อดัชนีเท่าไร สมมติว่า Market cap รวมของ SET50 เท่ากับ 10 ล้านล้านบาท และ Market cap ของหุ้นปตท. เท่ากับ 1 ล้านล้านบาท กองทุนก็จะต้องลงทุนใน ปตท. เป็นสัดส่วน 10% ของขนาด...

เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือ 20 ปีที่แล้ว

นักลงทุนหลายๆคนเมื่อเริ่มศึกษาประวัติการลงทุนของเหล่ากูรูทั่วโลกมักจะมีความคิดขึ้นมาเสมอว่า "ก็เรามันเกิดช้าไป" "ตอนนี้หุ้นมันแพงแล้ว" หรือ "ลงทุนสมัยก่อนมันไม่ยากเท่าปัจจุบัน" .. ผมไม่เถียงครับว่าช่วงเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เศรษฐกิจเกิดใหม่มักมีการเติบโตที่เร็วกว่า แต่ในเมื่อเราอยู่กับปัจจุบันแล้ว การพยายามหาข้ออ้างมันคงไม่ได้ช่วยอะไรเรานอกจากการปลอบใจ .. ถ้าเราลองมองดีๆจะพบว่าโอกาสการลงทุนมันมีอยู่เสมอขึ้นอยู่กับว่าเรา "มองเกมขาดแค่ไหน?" "เราขยันแค่ไหน?" .. Facebook Google Apple ก็เป็นบริษัทที่เติบโตอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แล้วคุณจะบอกว่าโอกาสการลงทุนในปัจจุบันมันไม่มี?? .. สิ่งที่ผมจะบอกคือ "ความมั่งคั่ง" มันไม่เคยหายไปจากโลกครับ มันแค่ย้ายจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง หรือถ้าจะพูดให้ชัดคือ จากธุรกิจเก่าๆไปยังธุรกิจสำหรับอนาคต ธุรกิจที่มีความสามารถในการ "แย่งเงิน" จากคนอื่นก็จะเป็นธุรกิจที่เติบโต ในขณะที่ผู้แพ้ก็ต้องล้มตายไปตามระเบียบ .. บ่อยครั้งที่ผู้ประกอบการอ้างว่าเศรษฐกิจไ...