Skip to main content

เมื่อโรงพยาบาลเป๋!!

เห็นช่วงนี้หลายเพจออกมาเขียนเกี่ยวกับหุ้นโรงพยาบาล ที่ทั้งงบการเงินและราคาค่อนข้างปวดใจ ผมคงไม่เขียนซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะคนอื่นก็คงเขียนกันไปหมดแล้ว แต่หลายๆโรงพยาบาลที่ราคาลดลงมาค่อนข้างมาก อาจจะเป็นโอกาสที่หลายคนคิดว่า "มันคงไม่ลงมาให้ซื้อ" ได้มีโอกาสเข้าไปลงทุนได้บ้าง
..
เรามาเตรียมตัวกันดีกว่าว่าเราจะเลือกลงทุนโรงพยาบาลยังไงดี
..
เริ่มแรกเราควรจะเข้าใจก่อนว่าหุ้นโรงพยาบาลในตลาดหุ้นไทยแบ่งง่ายๆได้เป็น 2 พวกคือ
1) กลุ่มโรงพยาบาล พวกนี้ก็เช่น BDMS BCH และ VIBHA
2) โรงพยาบาลที่เป็น stand alone พวกนี้อาจจะมีแห่งเดียวหรือมีสัก 2-3 สาขา เช่น BH TNH NTV
..
ทีนี้นักลงทุนก็ต้องเลือกแล้วหละว่าคุณชอบหุ้นโรงพยาบาลในลักษณะไหน
..
จากที่ผมสังเกต ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาดมักจะให้ "ราคา" กับหุ้นประเภท "กลุ่มโรงพยาบาล" สูงกว่า ทั้งนี้ก็น่าจะมาจากโอกาสในการเติบโตที่เห็นเด่นชัดกว่า โดยกลุ่มโรงพยาบาลจะสามารถเติบโตจากการเข้าซื้อโรงพยาบาลเพื่อให้มีโรงพยาบาลในเครือมากขึ้น ซึ่งการเข้าซื้อโรงพยาบาลก็จะช่วยให้สามารถรับรู้รายได้และกำไรของโรงพยาบาลที่ซื้อเข้ามาได้ทันที
..
ในขณะที่โรงพยาบาลแบบ stand alone จะเติบโตได้ก็ต้องมาจากการเพิ่มจำนวนคนไข้หรือการเพิ่มราคาเท่านั้น และเมื่อพื้นที่ไม่พอก็อาจสร้างตึกใหม่หรือสาขาใหม่ ซึ่งการเติบโตมันก็จะค่อยเป็นค่อยไป
..
อีกหนึ่งปัจจัยที่ต่างกันระหว่างหุ้นรพ. ทั้งสองกลุ่มก็คือ "ทำเล"
..
สำหรับกลุ่ม รพ. คุณอาจจะไม่ต้องกังวลกับทำเลมากสักเท่าไร เพราะมี รพ. ในเครือกระจายอยู่ในหลากหลายพื้นที่ ในขณะที่ รพ. stand alone จะมีความเสี่ยงตรงนี้มากกว่าตามทำเลที่ตั้งอยู่ ซึ่งแต่ละ รพ. ก็จะมีฐานลูกค้าที่ต่างกันไป การแข่งขันก็ต่างกัน เช่น อาจจะเป็น รพ. ประจำนิคมอุตสาหกรรม หรือ เป็น รพ. เอกชนแห่งเดียวในละแวกนั้นๆ ซึ่งนักลงทุนก็ต้องเข้าไปวิเคราะห์ว่าทำเลที่ตั้งอยู่นั้นเป็นอย่างไร อย่างไรก็ดีในเรื่องของทำเลอาจจะมีข้อยกเว้นบ้างในกรณีของ รพ.ที่มีชื่อเสียงเช่น BH ที่ลูกค้ายอมเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อต้องการรับการบริการที่ดีสุดที่สุด
..
แล้วสำหรับมุมมองของเซียนกบหละ ชอบแบบไหน?
..
เอาจริงๆแล้วผมก็มองว่ามันก็แล้วแต่คนชอบ แต่จุดที่น่าสังเกตก็คือ การเติบโตของหุ้น "กลุ่มโรงพยาบาล" จะช้าลงรึเปล่า?
..
แน่นอนว่าการไล่ซื้อโรงพยาบาลเข้ามาเรื่อยๆ ช่วงแรกๆการหา รพ. ที่มีคุณภาพ มีกำไรที่ดีก็คงไม่ยากนัก แต่พอซื้อไปเรื่อยๆ รพ. ที่เหลือให้เลือกซื้อก็จะเหลือแต่ของมีคุณภาพต่ำลง ซึ่งตรงนี้ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายในการ "ยกระดับ" รพ. เหล่านั้นขึ้นมา นอกจากนี้ยังอาจมีปัญหาเรื่องบุคลากรทางการแพทย์ที่ค่อนข้างขาดแคลน และยิ่งทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคลากรที่เพิ่มขึ้นอีก
..
ท้ายที่สุดแล้วการเติบโตจากการซื้อ รพ. ใหม่ ก็คงลดลงไปเรื่อยๆ และต้องหันมาเติบโตในลักษณะเดียวกับ รพ. stand alone คือการเพิ่มลูกค้าและการเพิ่มราคา ซึ่งโดยปกติแล้วก็ไม่ได้มีการเติบโตมากมายสักเท่าไรด้วย nature ของการเป็นธุรกิจให้บริการ ซึ่งการขยาย capacity ค่อนข้างจำกัดและต้องใช้เวลา
..
สุดท้ายแล้วก็มีคำถามที่อยากฝากไว้ก่อนจะเลือกลงทุนในหุ้นโรงพยาบาลว่า
..
"การจะเติบโตทั้งกลุ่มโรงพยาบาล กับการเน้นเติบโตในโรงพยาบาลเดียว อันไหนมันยากกว่ากัน"

Comments

Popular posts from this blog

ดูนางให้ดูแม่ ดูหุ้นให้ดูผู้บริหาร

ถ้าผมจะบอกว่าสิ่งแรกที่ควรพิจารณาก่อนการลงทุนไม่ใช่ "งบการเงิน" แต่เป็น "ผู้บริหาร" คุณจะเชื่อมั๊ย? .. ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น? .. ในยุคปัจจุบันบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นจะถูกกำกับดูแลโดยหน่วยงานของภาครัฐ อย่างในประเทศไทยก็คือ กลต. แน่นอนว่ามันสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ระดับหนึ่งว่าบริษัทเหล่านี้น่าจะถูก "คัดกรอง" มาแล้ว .. นักลงทุนในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นความสนใจไปที่ผลประกอบการของบริษัทเป็นหลัก .. แต่ที่จริงแล้วหน่วยงานกำกับดูแลได้ทำหน้าที่ของเขาจริงรึเปล่า? .. ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาผมเห็นการเบี้ยวหนี้ของบริษัทหลายแห่ง หรือแม้กระทั่งการประกาศว่าบริษัท "เจ๊ง" อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งบริษัทเหล่านั้นแทบไม่ได้ออกมาบอกถึงสาเหตุที่แท้จริงเลยว่า "เกิดอะไรขึ้น" .. นี่จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งหลายรวมทั้งตัวผมเองก็สงสัยว่า ตกลงแล้วบริษัทมันเจ๊งจริงหรือ "เราโดนโกง" เพราะแน่นอนว่าเราคงไม่อยากเอาเงินของเราไปร่วมลงทุนกับคนโกง!! .. ย้อนกลับไปสัก 500 ปีก่อนในช่วงที่แนวคิดของ "การร่วมหุ้น" ได้เก...

รู้เขารู้เรา รบยังไงให้ชนะ Passive fund??

ช่วงหลายปีมานี้กูรูหลายคนออกมาให้ความเห็นในการลงทุนในกองทุนรวมโดยหยิบเอาผลตอบแทนในอดีตของกองทุนรวมที่เป็น Passive fund มาเปรียบเทียบกับกองที่เป็น Active fund .. ผลก็คือกองทุน Active fund กว่า 80% ที่ลงทุนจ้างนักวิเคราะห์เพื่อมาคัดเลือกหุ้นอย่างมากมายกลับสร้างผลตอบแทนสู้กองทุน Passive fund ที่ใช้เพียงคอมพิวเตอร์ในการปรับสัดส่วนการลงทุนไม่ได้เลย .. นั่นก็ทำให้เงินทุนหลั่งไหลเข้าไปยังกองทุน Passive fund มากขึ้นและเกิดกองทุนใหม่ๆขึ้นมามากมายเพื่อตอบสนองกับความต้องการเหล่านั้น .. และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งความกังวลในฟากตะวันตก เนื่องจากหลักการซื้อขายหุ้นของกอง Passive fund นั้นจะคำนวณตามมูลค่าของหุ้นที่อยู่ในกลุ่มอ้างอิง ซึ่งนักการเงินหลายคนบอกว่ามันทำให้กลไกตลาดทำงานผิดเพี้ยน!! .. ตัวอย่างเช่นกองทุน Passive fund ที่อ้างอิงกับ SET50 ตัวกองทุนจะต้องมีการคำนวณอยู่เสมอว่าตอนนี้หุ้นใน SET50 แต่ละตัวมีน้ำหนักต่อดัชนีเท่าไร สมมติว่า Market cap รวมของ SET50 เท่ากับ 10 ล้านล้านบาท และ Market cap ของหุ้นปตท. เท่ากับ 1 ล้านล้านบาท กองทุนก็จะต้องลงทุนใน ปตท. เป็นสัดส่วน 10% ของขนาด...

เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือ 20 ปีที่แล้ว

นักลงทุนหลายๆคนเมื่อเริ่มศึกษาประวัติการลงทุนของเหล่ากูรูทั่วโลกมักจะมีความคิดขึ้นมาเสมอว่า "ก็เรามันเกิดช้าไป" "ตอนนี้หุ้นมันแพงแล้ว" หรือ "ลงทุนสมัยก่อนมันไม่ยากเท่าปัจจุบัน" .. ผมไม่เถียงครับว่าช่วงเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เศรษฐกิจเกิดใหม่มักมีการเติบโตที่เร็วกว่า แต่ในเมื่อเราอยู่กับปัจจุบันแล้ว การพยายามหาข้ออ้างมันคงไม่ได้ช่วยอะไรเรานอกจากการปลอบใจ .. ถ้าเราลองมองดีๆจะพบว่าโอกาสการลงทุนมันมีอยู่เสมอขึ้นอยู่กับว่าเรา "มองเกมขาดแค่ไหน?" "เราขยันแค่ไหน?" .. Facebook Google Apple ก็เป็นบริษัทที่เติบโตอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แล้วคุณจะบอกว่าโอกาสการลงทุนในปัจจุบันมันไม่มี?? .. สิ่งที่ผมจะบอกคือ "ความมั่งคั่ง" มันไม่เคยหายไปจากโลกครับ มันแค่ย้ายจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง หรือถ้าจะพูดให้ชัดคือ จากธุรกิจเก่าๆไปยังธุรกิจสำหรับอนาคต ธุรกิจที่มีความสามารถในการ "แย่งเงิน" จากคนอื่นก็จะเป็นธุรกิจที่เติบโต ในขณะที่ผู้แพ้ก็ต้องล้มตายไปตามระเบียบ .. บ่อยครั้งที่ผู้ประกอบการอ้างว่าเศรษฐกิจไ...