วันนี้ก็มาถึงตอนจบแล้วนะครับ
..
ตอนก่อนๆเรารู้วิธีมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างอำนาจผูกขาดกันไปแล้ว คราวนี้เราจะมองมาหาธุรกิจที่จะมี growth กัน
คำถามคือ ธุรกิจจะ growth จากอะไร
..
การจะทำกำไรให้เพิ่มขึ้นนั้นทำได้ 2 ทางคือ เพิ่มยอดขาย หรือ ลดต้นทุน ซึ่ง growth ที่นักลงทุนต่างมองหาคือ growth ที่มาจากการเพิ่มยอดขาย
..
แล้วบริษัทจะเพิ่มยอดขายได้ยังไงหละ?
ที่มาของยอดขายมาจาก
1) ราคา
2) ปริมาณ
1) ราคา
2) ปริมาณ
..
ธุรกิจจะเติบโตจากราคาได้มั๊ย? คำตอบคือได้ครับ แต่นั่นขึ้นอยู่ว่าสินค้าของคุณคืออะไร ถ้าคุณคือ Hermes ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ในความเป็นจริงผมว่าเอาเวลาที่จะหาบริษัทเหล่านี้ไปหาบริษัทที่มีการเติบโตจากปริมาณการขายจะดีกว่า
..
การเติบโตจากปริมาณขายเป็นสิ่งที่เรากำลังมองหา ซึ่งผมก็สรุปมาคร่าวๆ 3 ลักษณะ
..
Type 1 : เงินจำนวนมากมาจากคนจำนวนมาก
เมื่อธุรกิจสามารถเพิ่มฐานลูกค้าได้ รายได้ก็ย่อมเพิ่มขึ้นไปด้วย การส่งออกเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถขยายฐานลูกค้าได้รวดเร็วและเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าตลาดในประเทศมาก อย่างไรก็ดีการที่ธุรกิจจะขยายได้นั้นขึ้นอยู่กับ "กำลังการผลิต" ของธุรกิจนั้นด้วยว่าสามารถรองรับตลาดที่ใหญ่ขึ้นได้แค่ไหน ซึ่งในมุมนี้ธุรกิจที่ขายสินค้าดูจะได้เปรียบกว่าธุรกิจที่ขายบริการ
..
นอกจากการขยายไปต่างประเทศยังมีธุรกิจอีกประเภทนึงที่มีลักษณะ "รอเวลาโต" ซึ่งธุรกิจเหล่านี้มักจะอยู่ในช่วง "Pioneer" คือการขายสินค้าหรือบริการที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างมากในอนาคตแต่ปัจจุบันยังมียอดขายต่ำซึ่งอาจจะมาจาก ราคาที่ยังแพงอยู่ หรืออยู่ในช่วงการ Educate ผู้บริโภค ธุรกิจเหล่านี้ที่ผ่านมาในอดีตก็เช่นผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ จากเริ่มต้นที่เป็นบริการสำหรับคนเพียงหยิบมือเดียวกลายมาเป็นบริการที่ทุกคนมีทุกคนใช้
..
Type 2 : แย่งชิง market share
อันนี้ตรงๆเลยครับ เพียงแต่บริษัทที่จะโตจากการแย่ง Mkt. share ควรจะเป็นบริษัทขนาดเล็ก ยิ่งเล็กยิ่งดี หรือเป็นหน้าใหม่ในธุรกิจเลยก็ได้ เพราะอะไร?
..
เหตุผลก็เหมือนกับมนุษย์เราที่ "ตอนเด็กมักจะโตไว" การเพิ่ม mkt. share จาก 0.5% เป็น 1% นั่นหมายถึงการเติบโต 100% หรือหากเพิ่ม mkt. share ได้ถึง 5% นั่นคือ 10 เด้ง!!! ในขณะที่หากเป็นบริษัทที่มี mkt. share สูงแล้วเช่น 40% การจะเติบโตเท่าตัวนั้นหมายถึงการที่ต้องมี mkt. share ถึง 80%!! คุณคิดว่ามันง่ายมั๊ยหละครับ??
..
แต่แน่นอนก็มีความเสี่ยงที่บริษัทเกิดใหม่ หรือบริษัทจิ๋วจะมีความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทใหญ่ได้จริงหรือเปล่า หรืออาจจะตายก่อนที่จะโตก็เป็นได้
..
Type 3: สร้าง Demand ใหม่
Steve Job เคยกล่าวไว้ว่า "ผู้คนไม่เคยรู้ว่าเขาอยากได้อะไร จนกระทั่งเราเอาสินค้าไปเสนอให้เขา" ประโยคนี้เป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดในการทำงานของ Steve Job และเขาก็ทำมันได้สำเร็จ!!
..
iPhone คือผลิตผลจากแนวคิดดังกล่าวและมันก็ได้พิสูจน์ตัวเองด้วยการพลิกโฉมอุตสาหกรรมมือถือ และโค่นยักษ์ใหญ่หลายรายให้ตายลง และส่งให้ Apple ขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่า "สูงที่สุดในโลก"
..
อย่างไรก็ตามหากอยากลงทุนในบริษัทที่สร้างนวัตกรรมก็พึงระวังความเสี่ยงด้วยว่ามันอาจจะ "แป้ก" เพราะครั้งหนึ่ง Apple ก็จวนเจียนที่จะเจ๊งมาก่อนเหมือนกัน
..
จะเห็นได้ว่าการเติบโตในแบบต่างๆก็มีความเสี่ยงของมันเอง ก่อนจะลงทุนก็ดูกันดีๆ
Comments
Post a Comment