Skip to main content

Growth & ผูกขาด มีอยู่มั๊ย? Ep.3


วันนี้ก็มาถึงตอนจบแล้วนะครับ
..
ตอนก่อนๆเรารู้วิธีมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างอำนาจผูกขาดกันไปแล้ว คราวนี้เราจะมองมาหาธุรกิจที่จะมี growth กัน
คำถามคือ ธุรกิจจะ growth จากอะไร
..
การจะทำกำไรให้เพิ่มขึ้นนั้นทำได้ 2 ทางคือ เพิ่มยอดขาย หรือ ลดต้นทุน ซึ่ง growth ที่นักลงทุนต่างมองหาคือ growth ที่มาจากการเพิ่มยอดขาย
..
แล้วบริษัทจะเพิ่มยอดขายได้ยังไงหละ?
ที่มาของยอดขายมาจาก
1) ราคา
2) ปริมาณ
..
ธุรกิจจะเติบโตจากราคาได้มั๊ย? คำตอบคือได้ครับ แต่นั่นขึ้นอยู่ว่าสินค้าของคุณคืออะไร ถ้าคุณคือ Hermes ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ในความเป็นจริงผมว่าเอาเวลาที่จะหาบริษัทเหล่านี้ไปหาบริษัทที่มีการเติบโตจากปริมาณการขายจะดีกว่า
..
การเติบโตจากปริมาณขายเป็นสิ่งที่เรากำลังมองหา ซึ่งผมก็สรุปมาคร่าวๆ 3 ลักษณะ
..
Type 1 : เงินจำนวนมากมาจากคนจำนวนมาก
เมื่อธุรกิจสามารถเพิ่มฐานลูกค้าได้ รายได้ก็ย่อมเพิ่มขึ้นไปด้วย การส่งออกเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถขยายฐานลูกค้าได้รวดเร็วและเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าตลาดในประเทศมาก อย่างไรก็ดีการที่ธุรกิจจะขยายได้นั้นขึ้นอยู่กับ "กำลังการผลิต" ของธุรกิจนั้นด้วยว่าสามารถรองรับตลาดที่ใหญ่ขึ้นได้แค่ไหน ซึ่งในมุมนี้ธุรกิจที่ขายสินค้าดูจะได้เปรียบกว่าธุรกิจที่ขายบริการ
..
นอกจากการขยายไปต่างประเทศยังมีธุรกิจอีกประเภทนึงที่มีลักษณะ "รอเวลาโต" ซึ่งธุรกิจเหล่านี้มักจะอยู่ในช่วง "Pioneer" คือการขายสินค้าหรือบริการที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างมากในอนาคตแต่ปัจจุบันยังมียอดขายต่ำซึ่งอาจจะมาจาก ราคาที่ยังแพงอยู่ หรืออยู่ในช่วงการ Educate ผู้บริโภค ธุรกิจเหล่านี้ที่ผ่านมาในอดีตก็เช่นผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ จากเริ่มต้นที่เป็นบริการสำหรับคนเพียงหยิบมือเดียวกลายมาเป็นบริการที่ทุกคนมีทุกคนใช้
..
Type 2 : แย่งชิง market share
อันนี้ตรงๆเลยครับ เพียงแต่บริษัทที่จะโตจากการแย่ง Mkt. share ควรจะเป็นบริษัทขนาดเล็ก ยิ่งเล็กยิ่งดี หรือเป็นหน้าใหม่ในธุรกิจเลยก็ได้ เพราะอะไร?
..
เหตุผลก็เหมือนกับมนุษย์เราที่ "ตอนเด็กมักจะโตไว" การเพิ่ม mkt. share จาก 0.5% เป็น 1% นั่นหมายถึงการเติบโต 100% หรือหากเพิ่ม mkt. share ได้ถึง 5% นั่นคือ 10 เด้ง!!! ในขณะที่หากเป็นบริษัทที่มี mkt. share สูงแล้วเช่น 40% การจะเติบโตเท่าตัวนั้นหมายถึงการที่ต้องมี mkt. share ถึง 80%!! คุณคิดว่ามันง่ายมั๊ยหละครับ??
..
แต่แน่นอนก็มีความเสี่ยงที่บริษัทเกิดใหม่ หรือบริษัทจิ๋วจะมีความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทใหญ่ได้จริงหรือเปล่า หรืออาจจะตายก่อนที่จะโตก็เป็นได้
..
Type 3: สร้าง Demand ใหม่
Steve Job เคยกล่าวไว้ว่า "ผู้คนไม่เคยรู้ว่าเขาอยากได้อะไร จนกระทั่งเราเอาสินค้าไปเสนอให้เขา" ประโยคนี้เป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดในการทำงานของ Steve Job และเขาก็ทำมันได้สำเร็จ!!
..
iPhone คือผลิตผลจากแนวคิดดังกล่าวและมันก็ได้พิสูจน์ตัวเองด้วยการพลิกโฉมอุตสาหกรรมมือถือ และโค่นยักษ์ใหญ่หลายรายให้ตายลง และส่งให้ Apple ขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่า "สูงที่สุดในโลก"
..
อย่างไรก็ตามหากอยากลงทุนในบริษัทที่สร้างนวัตกรรมก็พึงระวังความเสี่ยงด้วยว่ามันอาจจะ "แป้ก" เพราะครั้งหนึ่ง Apple ก็จวนเจียนที่จะเจ๊งมาก่อนเหมือนกัน
..
จะเห็นได้ว่าการเติบโตในแบบต่างๆก็มีความเสี่ยงของมันเอง ก่อนจะลงทุนก็ดูกันดีๆ


Comments

Popular posts from this blog

ดูนางให้ดูแม่ ดูหุ้นให้ดูผู้บริหาร

ถ้าผมจะบอกว่าสิ่งแรกที่ควรพิจารณาก่อนการลงทุนไม่ใช่ "งบการเงิน" แต่เป็น "ผู้บริหาร" คุณจะเชื่อมั๊ย? .. ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น? .. ในยุคปัจจุบันบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นจะถูกกำกับดูแลโดยหน่วยงานของภาครัฐ อย่างในประเทศไทยก็คือ กลต. แน่นอนว่ามันสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ระดับหนึ่งว่าบริษัทเหล่านี้น่าจะถูก "คัดกรอง" มาแล้ว .. นักลงทุนในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นความสนใจไปที่ผลประกอบการของบริษัทเป็นหลัก .. แต่ที่จริงแล้วหน่วยงานกำกับดูแลได้ทำหน้าที่ของเขาจริงรึเปล่า? .. ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาผมเห็นการเบี้ยวหนี้ของบริษัทหลายแห่ง หรือแม้กระทั่งการประกาศว่าบริษัท "เจ๊ง" อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งบริษัทเหล่านั้นแทบไม่ได้ออกมาบอกถึงสาเหตุที่แท้จริงเลยว่า "เกิดอะไรขึ้น" .. นี่จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งหลายรวมทั้งตัวผมเองก็สงสัยว่า ตกลงแล้วบริษัทมันเจ๊งจริงหรือ "เราโดนโกง" เพราะแน่นอนว่าเราคงไม่อยากเอาเงินของเราไปร่วมลงทุนกับคนโกง!! .. ย้อนกลับไปสัก 500 ปีก่อนในช่วงที่แนวคิดของ "การร่วมหุ้น" ได้เก...

รู้เขารู้เรา รบยังไงให้ชนะ Passive fund??

ช่วงหลายปีมานี้กูรูหลายคนออกมาให้ความเห็นในการลงทุนในกองทุนรวมโดยหยิบเอาผลตอบแทนในอดีตของกองทุนรวมที่เป็น Passive fund มาเปรียบเทียบกับกองที่เป็น Active fund .. ผลก็คือกองทุน Active fund กว่า 80% ที่ลงทุนจ้างนักวิเคราะห์เพื่อมาคัดเลือกหุ้นอย่างมากมายกลับสร้างผลตอบแทนสู้กองทุน Passive fund ที่ใช้เพียงคอมพิวเตอร์ในการปรับสัดส่วนการลงทุนไม่ได้เลย .. นั่นก็ทำให้เงินทุนหลั่งไหลเข้าไปยังกองทุน Passive fund มากขึ้นและเกิดกองทุนใหม่ๆขึ้นมามากมายเพื่อตอบสนองกับความต้องการเหล่านั้น .. และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งความกังวลในฟากตะวันตก เนื่องจากหลักการซื้อขายหุ้นของกอง Passive fund นั้นจะคำนวณตามมูลค่าของหุ้นที่อยู่ในกลุ่มอ้างอิง ซึ่งนักการเงินหลายคนบอกว่ามันทำให้กลไกตลาดทำงานผิดเพี้ยน!! .. ตัวอย่างเช่นกองทุน Passive fund ที่อ้างอิงกับ SET50 ตัวกองทุนจะต้องมีการคำนวณอยู่เสมอว่าตอนนี้หุ้นใน SET50 แต่ละตัวมีน้ำหนักต่อดัชนีเท่าไร สมมติว่า Market cap รวมของ SET50 เท่ากับ 10 ล้านล้านบาท และ Market cap ของหุ้นปตท. เท่ากับ 1 ล้านล้านบาท กองทุนก็จะต้องลงทุนใน ปตท. เป็นสัดส่วน 10% ของขนาด...

เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือ 20 ปีที่แล้ว

นักลงทุนหลายๆคนเมื่อเริ่มศึกษาประวัติการลงทุนของเหล่ากูรูทั่วโลกมักจะมีความคิดขึ้นมาเสมอว่า "ก็เรามันเกิดช้าไป" "ตอนนี้หุ้นมันแพงแล้ว" หรือ "ลงทุนสมัยก่อนมันไม่ยากเท่าปัจจุบัน" .. ผมไม่เถียงครับว่าช่วงเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เศรษฐกิจเกิดใหม่มักมีการเติบโตที่เร็วกว่า แต่ในเมื่อเราอยู่กับปัจจุบันแล้ว การพยายามหาข้ออ้างมันคงไม่ได้ช่วยอะไรเรานอกจากการปลอบใจ .. ถ้าเราลองมองดีๆจะพบว่าโอกาสการลงทุนมันมีอยู่เสมอขึ้นอยู่กับว่าเรา "มองเกมขาดแค่ไหน?" "เราขยันแค่ไหน?" .. Facebook Google Apple ก็เป็นบริษัทที่เติบโตอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แล้วคุณจะบอกว่าโอกาสการลงทุนในปัจจุบันมันไม่มี?? .. สิ่งที่ผมจะบอกคือ "ความมั่งคั่ง" มันไม่เคยหายไปจากโลกครับ มันแค่ย้ายจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง หรือถ้าจะพูดให้ชัดคือ จากธุรกิจเก่าๆไปยังธุรกิจสำหรับอนาคต ธุรกิจที่มีความสามารถในการ "แย่งเงิน" จากคนอื่นก็จะเป็นธุรกิจที่เติบโต ในขณะที่ผู้แพ้ก็ต้องล้มตายไปตามระเบียบ .. บ่อยครั้งที่ผู้ประกอบการอ้างว่าเศรษฐกิจไ...