Skip to main content

Warrant ควรมีราคาเท่าไร?


ผมเชื่อว่าเพื่อนๆคงเคยซื้อ warrant หรือไม่ก็ได้ฟรีมาจากการถือหุ้นแม่
..
ว่าแต่ Warrant คืออะไร แล้วมันประเมินมูลค่าเหมือนหุ้นรึเปล่า?
..
Warrant คือสิทธิ์ที่ให้ผู้ถือครอง warrant สามารถซื้อหุ้น "แม่" ในราคาที่กำหนดไว้ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต
..
เช่น XXX-W ให้สิทธิผู้ถือ warrant แลกซื้อหุ้น XXX ในอัตราส่วน 1 warrant ต่อ 1 หุ้นแม่ที่ราคา 1.00 บาท ต่อหุ้น ในวันที่ 1/6/2565
..
ในเมื่อ warrant คือผลิตภัณฑ์ทางการเงินชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราสามารถประเมินมูลค่ามันได้
..
จากตัวอย่างข้างต้นถ้า ณ ปัจจุบันราคาหุ้น XXX อยู่ที่ 2.50 บาท ในเมื่อการถือครอง warrant ให้สิทธิ์เราซื้อหุ้นแม่ได้ที่ 1 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาหุ้นแม่ในปัจจุบัน ดังนั้น XXX-W ก็ควรจะมี "มูลค่า" เป็นบวก และประมาณคร่าวๆได้ว่าไม่น่าจะมีมูลค่าต่ำกว่า 1.50 บาท ซึ่งส่วนนี้ ทางวิชาการเรียกว่า Intrinsic value
..
อย่างไรก็ดีเนื่องจาก warrant มันไม่ใช่หุ้นสะทีเดียว มันมีเรื่องเกี่ยวข้องกับอนาคต มันจึงมีมูลค่าอีกส่วนหนึ่งคือ Time value ซึ่งมูลค่าส่วนนี้เกิดจากความ "ลุ้น" ว่าราคาหุ้นแม่ในอนาคตจะปรับตัวสูงกว่าราคาใช้สิทธิ์และทำให้ warrant มีมูลค่าสูงขึ้น ดังนั้นยิ่ง warrant ที่มีอายุนานๆ ก็เหมือนกับมีเวลาให้เรา "ลุ้น" ได้นานขึ้น ส่งผลให้มูลค่า Time value มีค่ามากกว่า warrant ที่มีอายุสั้นกว่า
..
แล้วทำไมคนถึงอยากซื้อ Warrant?? นั่นก็เพราะว่ามันเป็นที่ชื่นชอบของ "นักเก็งกำไร"
..
ถ้าคุณเป็นนักลงทุนและต้องการถือหุ้นยาว คุณจะไม่มีวันซื้อ Warrant ที่มีราคาใช้สิทธิ์สูงกว่าราคาหุ้นแม่ในปัจจุบัน เพราะยังไงเสียคุณก็ถือหุ้นยาวอยู่ดี การซื้อหุ้นในตลาด ณ ปัจจุบันเลยย่อมมีต้นทุนที่ต่ำกว่า
..
ในมุมมองของนักเก็งกำไร โดยปกติแล้วราคา Warrant จะเคลื่อนไหวไปตามหุ้นแม่ สมมติว่าหุ้นแม่ขึ้น 1 บาท Warrant ก็จะขึ้น 1 บาทเช่นเดียวกัน แต่ๆๆๆ Warrant โดยปกตินั้นมีราคาถูกกว่าหุ้นแม่มากเพราะฉะนั้นผลตอบแทนจากราคาที่เพิ่มขึ้น 1 บาทจาก Warrant นั้นสูงกว่าการซื้อหุ้นแม่มาก แต่ต้องไม่ลืมว่าผลตอบแทนนั้นมี 2 ด้าน ทั้งกำไรและขาดทุน
..
เมื่อมองไปในตลาดหุ้น ผมพบว่ามี warrant หลายตัวทีเดียวที่ ณ ปัจจุบันมีราคาใช้สิทธิ์สูงกว่าราคาหุ้นแม่ในปัจจุบัน (Intrinsic value ติดลบ) ส่วน Time value ยิ่งวันเวลาผ่านไป มันก็ควรจะลดน้อยลงทุกวัน เมื่อพิจารณาคร่าวๆแล้ว warrant เหล่านี้ไม่ควรจะมีมูลค่าเลยด้วยซ้ำ แต่ก็เห็นยังซื้อขายกันในตลาดอย่างคึกคักด้วยราคาที่ผมคิดว่า "ไม่สมเหตุสมผล"
..
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าราคาตลาดในปัจจุบันเกิดจากความ Error ของตลาด หรือการประเมินมูลค่าของผมผิด และแน่นอนเมื่อเราไม่มั่นใจ ทางที่ดีที่สุดก็คือการถอยออกมาจะดีกว่า เพราะยังไงเสียตลาดหุ้นก็คือสถานที่ที่คนที่เห็นต่างกันมารวมตัวกันมากที่สุด!!

Comments

Popular posts from this blog

ดูนางให้ดูแม่ ดูหุ้นให้ดูผู้บริหาร

ถ้าผมจะบอกว่าสิ่งแรกที่ควรพิจารณาก่อนการลงทุนไม่ใช่ "งบการเงิน" แต่เป็น "ผู้บริหาร" คุณจะเชื่อมั๊ย? .. ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น? .. ในยุคปัจจุบันบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นจะถูกกำกับดูแลโดยหน่วยงานของภาครัฐ อย่างในประเทศไทยก็คือ กลต. แน่นอนว่ามันสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ระดับหนึ่งว่าบริษัทเหล่านี้น่าจะถูก "คัดกรอง" มาแล้ว .. นักลงทุนในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นความสนใจไปที่ผลประกอบการของบริษัทเป็นหลัก .. แต่ที่จริงแล้วหน่วยงานกำกับดูแลได้ทำหน้าที่ของเขาจริงรึเปล่า? .. ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาผมเห็นการเบี้ยวหนี้ของบริษัทหลายแห่ง หรือแม้กระทั่งการประกาศว่าบริษัท "เจ๊ง" อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งบริษัทเหล่านั้นแทบไม่ได้ออกมาบอกถึงสาเหตุที่แท้จริงเลยว่า "เกิดอะไรขึ้น" .. นี่จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งหลายรวมทั้งตัวผมเองก็สงสัยว่า ตกลงแล้วบริษัทมันเจ๊งจริงหรือ "เราโดนโกง" เพราะแน่นอนว่าเราคงไม่อยากเอาเงินของเราไปร่วมลงทุนกับคนโกง!! .. ย้อนกลับไปสัก 500 ปีก่อนในช่วงที่แนวคิดของ "การร่วมหุ้น" ได้เก...

รู้เขารู้เรา รบยังไงให้ชนะ Passive fund??

ช่วงหลายปีมานี้กูรูหลายคนออกมาให้ความเห็นในการลงทุนในกองทุนรวมโดยหยิบเอาผลตอบแทนในอดีตของกองทุนรวมที่เป็น Passive fund มาเปรียบเทียบกับกองที่เป็น Active fund .. ผลก็คือกองทุน Active fund กว่า 80% ที่ลงทุนจ้างนักวิเคราะห์เพื่อมาคัดเลือกหุ้นอย่างมากมายกลับสร้างผลตอบแทนสู้กองทุน Passive fund ที่ใช้เพียงคอมพิวเตอร์ในการปรับสัดส่วนการลงทุนไม่ได้เลย .. นั่นก็ทำให้เงินทุนหลั่งไหลเข้าไปยังกองทุน Passive fund มากขึ้นและเกิดกองทุนใหม่ๆขึ้นมามากมายเพื่อตอบสนองกับความต้องการเหล่านั้น .. และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งความกังวลในฟากตะวันตก เนื่องจากหลักการซื้อขายหุ้นของกอง Passive fund นั้นจะคำนวณตามมูลค่าของหุ้นที่อยู่ในกลุ่มอ้างอิง ซึ่งนักการเงินหลายคนบอกว่ามันทำให้กลไกตลาดทำงานผิดเพี้ยน!! .. ตัวอย่างเช่นกองทุน Passive fund ที่อ้างอิงกับ SET50 ตัวกองทุนจะต้องมีการคำนวณอยู่เสมอว่าตอนนี้หุ้นใน SET50 แต่ละตัวมีน้ำหนักต่อดัชนีเท่าไร สมมติว่า Market cap รวมของ SET50 เท่ากับ 10 ล้านล้านบาท และ Market cap ของหุ้นปตท. เท่ากับ 1 ล้านล้านบาท กองทุนก็จะต้องลงทุนใน ปตท. เป็นสัดส่วน 10% ของขนาด...

เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือ 20 ปีที่แล้ว

นักลงทุนหลายๆคนเมื่อเริ่มศึกษาประวัติการลงทุนของเหล่ากูรูทั่วโลกมักจะมีความคิดขึ้นมาเสมอว่า "ก็เรามันเกิดช้าไป" "ตอนนี้หุ้นมันแพงแล้ว" หรือ "ลงทุนสมัยก่อนมันไม่ยากเท่าปัจจุบัน" .. ผมไม่เถียงครับว่าช่วงเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เศรษฐกิจเกิดใหม่มักมีการเติบโตที่เร็วกว่า แต่ในเมื่อเราอยู่กับปัจจุบันแล้ว การพยายามหาข้ออ้างมันคงไม่ได้ช่วยอะไรเรานอกจากการปลอบใจ .. ถ้าเราลองมองดีๆจะพบว่าโอกาสการลงทุนมันมีอยู่เสมอขึ้นอยู่กับว่าเรา "มองเกมขาดแค่ไหน?" "เราขยันแค่ไหน?" .. Facebook Google Apple ก็เป็นบริษัทที่เติบโตอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แล้วคุณจะบอกว่าโอกาสการลงทุนในปัจจุบันมันไม่มี?? .. สิ่งที่ผมจะบอกคือ "ความมั่งคั่ง" มันไม่เคยหายไปจากโลกครับ มันแค่ย้ายจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง หรือถ้าจะพูดให้ชัดคือ จากธุรกิจเก่าๆไปยังธุรกิจสำหรับอนาคต ธุรกิจที่มีความสามารถในการ "แย่งเงิน" จากคนอื่นก็จะเป็นธุรกิจที่เติบโต ในขณะที่ผู้แพ้ก็ต้องล้มตายไปตามระเบียบ .. บ่อยครั้งที่ผู้ประกอบการอ้างว่าเศรษฐกิจไ...