Skip to main content

ธุรกิจ Omakase ของผมก็คือ โรงหนัง!!


วันหยุดเพื่อนๆทำอะไรกันครับ??
..
ผมสังเกตว่าคนกรุงเทพฯ นั้นชอบเดินห้างครับ และกิจกรรมชนิดหนึ่งที่ค่อนข้างฆ่าเวลาได้ดีก็คือ "ดูหนัง" ซึ่งโดยทั่วไปแล้วห้างส่วนใหญ่ก็จะมีโรงหนังคอยให้บริการอยู่แล้ว และนี่จึงเป็นที่มาของบทความในวันนี้!!
..
ผมจะเล่าให้ฟังถึงโมเดลธุรกิจของโรงหนัง ซึ่งเมื่ออ่านจนจบแล้วหลายคนอาจจะเริ่มสนใจลงทุนในหุ้นที่ทำธุรกิจโรงหนังก็เป็นได้
..
แต่ก่อนที่จะเล่าถึงธุรกิจโรงหนังขอให้เพื่อนๆ ย้อนไปอ่านบทความที่ผมเขียนไว้ก่อนหน้านี้กันก่อนเรื่อง "การทำธุรกิจแบบ Omakase" ถ้าใครยังไม่ได้อ่านก็ตามลิงค์นี้เข้าไปเลยครับ http://frog-stock.blogspot.com/2017/06/omakase.html
..
ที่ต้องให้อ่านบทความธุรกิจ Omakase ก่อนก็เพราะว่า ธุรกิจโรงหนังสำหรับผมแล้วมันก็คือการทำธุรกิจแบบ Omakase นั่นเอง 
..
จุดเด่นของการทำธุรกิจแบบ Omakase ก็คือ การที่ธุรกิจสามารถบริหารจัดการ Inventory ได้แบบเบ็ดเสร็จจนแทบไม่ต้องมี Inventory สำรองเลย ซึ่ง "โรงหนัง" ก็เช่นกัน ซึ่งนั่นก็เนื่องมาจากโมเดลธุรกิจที่มีรายได้ในลักษณะของ Revenue sharing 
..
ต้องเข้าใจก่อนครับว่า หนังที่เราดูกันอยู่ทุกวันนี้เนี่ย โรงหนังไม่ได้เป็นคนจ่ายเงินซื้อมาฉายนะครับ แต่จะมีค่ายหนังต่างๆ ที่เป็นคนนำหนังเข้ามา พร้อมกับการโฆษณาให้ผู้บริโภครับรู้ ในขณะที่โรงหนังนั้นทำหน้าที่เป็นเพียง "Platform" ในการฉายหนังเท่านั้น ส่วนรายได้จากค่าตั๋วก็จะแบ่งกันระหว่างค่ายหนังและโรงหนัง
..
ด้วย Model ธุรกิจแบบนี้จึงทำให้โรงหนังไม่มี Inventory เลย ต้นทุนทั้งหมดจะมีแค่ค่าเช่าสถานที่ ค่าจ้างพนักงาน และค่าน้ำค่าไฟเท่านั้น (เฉพาะธุรกิจภาพยนตร์นะครับ ในส่วนของส่วนควบเช่นป็อปคอร์น น้ำดื่ม ขนม ก็ยังต้องมีสต็อกบ้าง) สิ่งที่โรงหนังทำก็เพียงแค่จัดสรรว่าในแต่ละอาทิตย์จะฉายหนังเรื่องไหนเป็นจำนวนกี่โรง ซึ่งนี่ก็เป็นคำตอบว่าทำไมหนังดังๆถึงมีรอบฉายเยอะมาก (บางสัปดาห์แทบจะหาเรื่องอื่นดูไม่ได้เลย) และก็เป็นสิ่งที่คนบางกลุ่มบ่นว่าโรงหนังไม่สนับสนุนหนังของผู้ประกอบการรายย่อย แต่ก็นั่นแหละครับธุรกิจเค้าย่อมต้องเลือกฉายหนังที่สร้างรายได้ให้เค้ามากกว่า
..
และการที่โรงหนังเป็นผู้เลือกหนังที่จะฉายนี่เองก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ละม้ายคล้ายกับ Omakase ซึ่งผู้บริโภคเลือกได้เพียงแค่จะ "ดู" หรือ "ไม่ดู" 
..
นอกเหนือจากการเป็นธุรกิจแบบ Omakase แล้ว ผมยังมองว่าโรงหนังยังมีจุดเด่นอื่นๆที่นักลงทุนน่าจะสนใจ
..
คุณเชื่อมั๊ยครับว่าธุรกิจภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกาเติบโตมากหลังวิกฤตเศรษฐกิจ The great depression ในปี 1929 และธุรกิจภาพยนตร์ไทยก็เติบโตอย่างมากภายหลังวิกฤตต้มยำกุ้งเช่นเดียวกัน คำถามคือมันเกิดอะไรขึ้น??
..
สาเหตุหนึ่งที่เหล่าผู้กำกับภาพยนตร์ออกมาให้คำตอบก็คือ "เพราะเวลาการฉายหนังราว 2 ชม. ช่วยให้คนลืมปัจจุบันที่เลวร้าย" ในสหรัฐอเมริกานั้นภาพยนตร์ที่ถูกผลิตออกมาจำนวนมากหลังวิกฤตจะมีภาพและเรื่องราวที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่หรูหรา ซึ่งในช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นผู้คนต่างโหยหาที่จะกลับไปใช้ชีวิตอย่างที่เคยเป็น และนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนยอมจ่ายเงินเพื่อกลับไป "หวนคิด" ถึงบรรยากาศเดิมๆ แม้จะเป็นเวลาเพียง 2 ชม. ก็ตาม
..
ส่วนในประเทศไทยนั้น หนังที่ทำเงินได้ดีในช่วงหลังวิกฤตก็เช่น บางระจัน ซึ่งในภาวะที่ประเทศเรากำลังล่มสลายทางเศรษฐกิจ ผู้คนก็มีความรู้สึกไม่ต่างจากการเสียเอกราช เมื่อมีหนังที่เกี่ยวข้องกับการกู้คืนเอกราช มันจึงทำให้ผู้คนนั้นมีความรู้สึกร่วม และมีความสุขจากการได้ชมภาพยนตร์เหล่านั้น
..
มาถึงตรงนี้แล้วเพื่อนๆคิดว่าชอบธุรกิจโรงหนังกันมากขึ้นมั๊ยครับ? แน่นอนครับว่ายังมีอีกหลายปัจจัยที่ผมไม่ได้พูดถึง เช่นว่า การเติบโตของบริษัทจะเป็นอย่างไร? จะมีธุรกิจไหนเข้ามาทดแทนโรงหนังได้มั๊ย? ซึ่งก็คงต้องให้เพื่อนๆนักลงทุนวิเคราะห์ด้วยตัวของตัวเองครับ สำหรับผมแล้วขอไปดูหนังก่อนนะครับ 

#จงระวังวิกฤตในทุกโอกาส



Comments

Popular posts from this blog

ดูนางให้ดูแม่ ดูหุ้นให้ดูผู้บริหาร

ถ้าผมจะบอกว่าสิ่งแรกที่ควรพิจารณาก่อนการลงทุนไม่ใช่ "งบการเงิน" แต่เป็น "ผู้บริหาร" คุณจะเชื่อมั๊ย? .. ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น? .. ในยุคปัจจุบันบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นจะถูกกำกับดูแลโดยหน่วยงานของภาครัฐ อย่างในประเทศไทยก็คือ กลต. แน่นอนว่ามันสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ระดับหนึ่งว่าบริษัทเหล่านี้น่าจะถูก "คัดกรอง" มาแล้ว .. นักลงทุนในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นความสนใจไปที่ผลประกอบการของบริษัทเป็นหลัก .. แต่ที่จริงแล้วหน่วยงานกำกับดูแลได้ทำหน้าที่ของเขาจริงรึเปล่า? .. ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาผมเห็นการเบี้ยวหนี้ของบริษัทหลายแห่ง หรือแม้กระทั่งการประกาศว่าบริษัท "เจ๊ง" อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งบริษัทเหล่านั้นแทบไม่ได้ออกมาบอกถึงสาเหตุที่แท้จริงเลยว่า "เกิดอะไรขึ้น" .. นี่จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งหลายรวมทั้งตัวผมเองก็สงสัยว่า ตกลงแล้วบริษัทมันเจ๊งจริงหรือ "เราโดนโกง" เพราะแน่นอนว่าเราคงไม่อยากเอาเงินของเราไปร่วมลงทุนกับคนโกง!! .. ย้อนกลับไปสัก 500 ปีก่อนในช่วงที่แนวคิดของ "การร่วมหุ้น" ได้เก...

รถยนต์ไฟฟ้าจะเกิดเมื่อไร

ก่อนจะไปจากกลุ่มยานยนต์ขอทิ้งท้ายไว้ด้วยเรื่อง "รถยนต์ไฟฟ้าจะเกิดเมื่อไร?" .. ตามทฤษฎี Charles Darwin กล่าวไว้ว่า "ธรรมชาติจะเป็นผู้คัดเลือกผู้ที่เหมาะสม" เพราะฉะนั้นการที่รถยนต์ไฟฟ้าจะเกิดขึ้นได้ มันก็ย่อมต้องมาจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป .. หลายคนคงเห็นยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในฝั่งตะวันตกที่โตวันโตคืน อย่างในยุโรปล่าสุดก็มียอดขายถึงเกือบ 4 พันคันต่อเดือน หรือแม้กระทั่งในฮ่องกงเราก็มองหารถยนต์ไฟฟ้าได้ไม่ยาก คำถามก็คือแล้วในประเทศไทยหละ? พร้อมหรือยังที่จะมีรถยนต์ไฟฟ้า? .. คำตอบมันขึ้นอยู่กับ 2 ประเด็น 1. สภาพแวดล้อม 2. พฤติกรรมของผู้บริโภค "สภาพแวดล้อมหมายถึงอะไร?" .. ปัญหาที่อยู่คู่กับรถยนต์ไฟฟ้ามาตลอดก็คือ "แบตเตอรี่" ที่เป็นตัวจำกัดระยะทางที่รถจะวิ่งได้ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และระยะเวลาชาร์จไฟที่เรียกได้ว่า "นาน" เมื่อเทียบกับการเติมน้ำมันที่รวดเร็วกว่าเป็น 10 เท่า .. Tesla ขึ้นมาเป็นผู้นำได้ด้วยการสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่เป็นของตัวเอง และก็ทำให้มันสามารถทำระยะทางได้ราว 300 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง นอกจากนั้นยังเป็...

Warrant ควรมีราคาเท่าไร?

ผมเชื่อว่าเพื่อนๆคงเคยซื้อ warrant หรือไม่ก็ได้ฟรีมาจากการถือหุ้นแม่ .. ว่าแต่ Warrant คืออะไร แล้วมันประเมินมูลค่าเหมือนหุ้นรึเปล่า? .. Warrant คือสิทธิ์ที่ให้ผู้ถือครอง warrant สามารถซื้อหุ้น "แม่" ในราคาที่กำหนดไว้ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต .. เช่น XXX-W ให้สิทธิผู้ถือ warrant แลกซื้อหุ้น XXX ในอัตราส่วน 1 warrant ต่อ 1 หุ้นแม่ที่ราคา 1.00 บาท ต่อหุ้น ในวันที่ 1/6/2565 .. ในเมื่อ warrant คือผลิตภัณฑ์ทางการเงินชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราสามารถประเมินมูลค่ามันได้ .. จากตัวอย่างข้างต้นถ้า ณ ปัจจุบันราคาหุ้น XXX อยู่ที่ 2.50 บาท ในเมื่อการถือครอง warrant ให้สิทธิ์เราซื้อหุ้นแม่ได้ที่ 1 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาหุ้นแม่ในปัจจุบัน ดังนั้น XXX-W ก็ควรจะมี "มูลค่า" เป็นบวก และประมาณคร่าวๆได้ว่าไม่น่าจะมีมูลค่าต่ำกว่า 1.50 บาท ซึ่งส่วนนี้ ทางวิชาการเรียกว่า Intrinsic value .. อย่างไรก็ดีเนื่องจาก warrant มันไม่ใช่หุ้นสะทีเดียว มันมีเรื่องเกี่ยวข้องกับอนาคต มันจึงมีมูลค่าอีกส่วนหนึ่งคือ Time value ซึ่งมูลค่าส่วนนี้เกิดจากความ "ลุ้น" ว่าราคาหุ้น...