Skip to main content

ตลาดหุ้นคืออะไร?


ถ้าถามผมว่าตลาดหุ้นคืออะไร ผมคงตอบว่ามันคือ "ห้องประมูลสินค้า"
..
แต่ไม่ใช่การประมูลสินค้าทั่วไปที่มีราคาตลาดให้คุณรู้ว่าคุณควรจะประมูลเท่าไรนะครับ แต่เป็นการประมูลสินค้าที่มีคุณค่าทางจิตใจที่ประเมินราคาได้ยาก (แต่ละคนก็ให้ค่าต่างกันไป)
..
ข้อแตกต่างอีกอย่างคือ ในการประมูลทั่วไปจะมีเพียงผู้ซื้อที่เป็นคนประมูลและมีผู้ขายรายเดียว ในขณะที่ตลาดหุ้น ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจะได้เป็นผู้ประมูลทั้งสองฝ่าย ฝ่ายซื้อใครประมูลแพงกว่าก็ได้หุ้นไป ฝ่ายขายใครให้ราคาถูกกว่าก็ได้ขายก่อน
..
ที่ผมยกตัวอย่าง "การประมูล" ขึ้นมาต้องการจะสื่ออะไร?
..
คุณเคยเห็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นหรือลงอย่างมากในช่วงเวลาสั้นๆมั๊ยครับ? อาจจะเป็น 10% ใน 1 สัปดาห์ หรืออาจจะเป็น 30% ใน 1 วัน!!
..
ผมจะยกตัวอย่างหุ้นขาขึ้นละกัน ที่ผมจะพูดก็คือการที่ราคาหุ้นขึ้นได้รวดเร็วนั่นเพราะว่ามีผู้ประมูลซื้อที่มองเห็น "คุณค่า" บางอย่างที่เค้าจะได้รับจากการซื้อหุ้นตัวนี้ มันอาจจะเป็น Dividend yield ที่เค้าพอใจ มันอาจจะเป็นอนาคตของธุรกิจที่เค้าคาดการณ์ไว้ หรือแม้กระทั่งอาจจะเป็นความฝันที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจนี้ก็เป็นได้!!
..
จะเห็นได้ว่าคนที่ประมูลซื้อแต่ละคนก็มีเหตุผลแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ทุกคน(ที่มีเหตุผล)ใช้ในการประมูลก็คือ คุณค่าที่เค้าได้รับควรจะต้องมากกว่าราคาที่เค้าจ่ายไป คุณคงเคยเห็นการประมูลของเก่า ของใช้ดารา เหรียญ หรือธนบัตรเก่า ที่มีราคาสูงจนไม่น่าเชื่อ (เพราะผู้ซื้อได้รับคุณค่าทางจิตใจ) ซึ่งถ้าคุณไม่ได้มีความสนใจในเรื่องพวกนี้เลย คุณคงให้ค่ามันไม่มากไปกว่าราคาที่ตราไว้ จริงมั๊ยครับ?
..
กลับมาที่ราคาหุ้น เมื่อคุณเห็นหุ้นขึ้น คุณก็คงเริ่มสนใจที่จะเข้าไปร่วมประมูล ผมขอให้คุณถามตัวเองอีกครั้งว่า "คุณค่าในใจ" ของคุณมากกว่าเงินที่คุณจะจ่ายเพื่อซื้อหุ้นมั๊ย หรือคุณแค่ต้องการ "วัดดวง" เพื่อเอากำไร (หรือขาดทุน?)
..
สุดท้ายแล้วเวลาที่เห็นหุ้นขึ้น ผมคงมีทางเลือกให้คุณ 2 ทาง 1) ไม่สนใจเข้าประมูลเพราะเราไม่เห็นคุณค่าของมัน หรือ 2) ถ้าคุณยังยืนยันที่จะเข้าประมูลในทุกๆรอบ คุณควรจะประเมินมูลค่าของมันเสียก่อน!!

Comments

Popular posts from this blog

ดูนางให้ดูแม่ ดูหุ้นให้ดูผู้บริหาร

ถ้าผมจะบอกว่าสิ่งแรกที่ควรพิจารณาก่อนการลงทุนไม่ใช่ "งบการเงิน" แต่เป็น "ผู้บริหาร" คุณจะเชื่อมั๊ย? .. ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น? .. ในยุคปัจจุบันบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นจะถูกกำกับดูแลโดยหน่วยงานของภาครัฐ อย่างในประเทศไทยก็คือ กลต. แน่นอนว่ามันสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ระดับหนึ่งว่าบริษัทเหล่านี้น่าจะถูก "คัดกรอง" มาแล้ว .. นักลงทุนในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นความสนใจไปที่ผลประกอบการของบริษัทเป็นหลัก .. แต่ที่จริงแล้วหน่วยงานกำกับดูแลได้ทำหน้าที่ของเขาจริงรึเปล่า? .. ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาผมเห็นการเบี้ยวหนี้ของบริษัทหลายแห่ง หรือแม้กระทั่งการประกาศว่าบริษัท "เจ๊ง" อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งบริษัทเหล่านั้นแทบไม่ได้ออกมาบอกถึงสาเหตุที่แท้จริงเลยว่า "เกิดอะไรขึ้น" .. นี่จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งหลายรวมทั้งตัวผมเองก็สงสัยว่า ตกลงแล้วบริษัทมันเจ๊งจริงหรือ "เราโดนโกง" เพราะแน่นอนว่าเราคงไม่อยากเอาเงินของเราไปร่วมลงทุนกับคนโกง!! .. ย้อนกลับไปสัก 500 ปีก่อนในช่วงที่แนวคิดของ "การร่วมหุ้น" ได้เก...

รู้เขารู้เรา รบยังไงให้ชนะ Passive fund??

ช่วงหลายปีมานี้กูรูหลายคนออกมาให้ความเห็นในการลงทุนในกองทุนรวมโดยหยิบเอาผลตอบแทนในอดีตของกองทุนรวมที่เป็น Passive fund มาเปรียบเทียบกับกองที่เป็น Active fund .. ผลก็คือกองทุน Active fund กว่า 80% ที่ลงทุนจ้างนักวิเคราะห์เพื่อมาคัดเลือกหุ้นอย่างมากมายกลับสร้างผลตอบแทนสู้กองทุน Passive fund ที่ใช้เพียงคอมพิวเตอร์ในการปรับสัดส่วนการลงทุนไม่ได้เลย .. นั่นก็ทำให้เงินทุนหลั่งไหลเข้าไปยังกองทุน Passive fund มากขึ้นและเกิดกองทุนใหม่ๆขึ้นมามากมายเพื่อตอบสนองกับความต้องการเหล่านั้น .. และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งความกังวลในฟากตะวันตก เนื่องจากหลักการซื้อขายหุ้นของกอง Passive fund นั้นจะคำนวณตามมูลค่าของหุ้นที่อยู่ในกลุ่มอ้างอิง ซึ่งนักการเงินหลายคนบอกว่ามันทำให้กลไกตลาดทำงานผิดเพี้ยน!! .. ตัวอย่างเช่นกองทุน Passive fund ที่อ้างอิงกับ SET50 ตัวกองทุนจะต้องมีการคำนวณอยู่เสมอว่าตอนนี้หุ้นใน SET50 แต่ละตัวมีน้ำหนักต่อดัชนีเท่าไร สมมติว่า Market cap รวมของ SET50 เท่ากับ 10 ล้านล้านบาท และ Market cap ของหุ้นปตท. เท่ากับ 1 ล้านล้านบาท กองทุนก็จะต้องลงทุนใน ปตท. เป็นสัดส่วน 10% ของขนาด...

เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือ 20 ปีที่แล้ว

นักลงทุนหลายๆคนเมื่อเริ่มศึกษาประวัติการลงทุนของเหล่ากูรูทั่วโลกมักจะมีความคิดขึ้นมาเสมอว่า "ก็เรามันเกิดช้าไป" "ตอนนี้หุ้นมันแพงแล้ว" หรือ "ลงทุนสมัยก่อนมันไม่ยากเท่าปัจจุบัน" .. ผมไม่เถียงครับว่าช่วงเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เศรษฐกิจเกิดใหม่มักมีการเติบโตที่เร็วกว่า แต่ในเมื่อเราอยู่กับปัจจุบันแล้ว การพยายามหาข้ออ้างมันคงไม่ได้ช่วยอะไรเรานอกจากการปลอบใจ .. ถ้าเราลองมองดีๆจะพบว่าโอกาสการลงทุนมันมีอยู่เสมอขึ้นอยู่กับว่าเรา "มองเกมขาดแค่ไหน?" "เราขยันแค่ไหน?" .. Facebook Google Apple ก็เป็นบริษัทที่เติบโตอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แล้วคุณจะบอกว่าโอกาสการลงทุนในปัจจุบันมันไม่มี?? .. สิ่งที่ผมจะบอกคือ "ความมั่งคั่ง" มันไม่เคยหายไปจากโลกครับ มันแค่ย้ายจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง หรือถ้าจะพูดให้ชัดคือ จากธุรกิจเก่าๆไปยังธุรกิจสำหรับอนาคต ธุรกิจที่มีความสามารถในการ "แย่งเงิน" จากคนอื่นก็จะเป็นธุรกิจที่เติบโต ในขณะที่ผู้แพ้ก็ต้องล้มตายไปตามระเบียบ .. บ่อยครั้งที่ผู้ประกอบการอ้างว่าเศรษฐกิจไ...