Skip to main content

มหกรรม "เบี้ยวหนี้"


กลับมาอีกแล้วกับมหกรรม "เบี้ยวหนี้"
..
ผมเชื่อว่าทุกคนยังจำได้ถึงกรณี IFEC ที่ใช้คำว่า "มีปัญหาภายใน" ส่งผลให้บริษัทเบี้ยวหนี้หลายครั้งหลายครา จนปัจจุบันก็ยังจัดการปัญหาไม่จบ
..
ล่าสุดก็มีอีกบริษัทที่พึ่งออกมาประกาศว่าตัวเองขาดสภาพคล่องนั่นก็คือ EARTH!!
..
ผมมองว่าการเบี้ยวหนี้ครั้งนี้ค่อนข้าง "น่าสงสัย" ย้อนไปสัก 1 เดือนก่อนหน้าราคาหุ้นของบริษัทตกลงอย่างหนัก พร้อมกับข่าวที่เปิดเผยออกมาว่า ผู้บริหารของบริษัทถูกบังคับให้ขายหุ้นจากการลงทุนในอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับหุ้นของบริษัท
..
ในมุมนี้แน่นอนว่าผู้เสียประโยชน์ทั้งหลายต้องพยายาม "เอาคืน" โดยเฉพาะเหล่าผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เสียทั้งเงินและหุ้น
ที่ผมสงสัยการเบี้ยวหนี้ครั้งนี้เพราะอะไร?
..
1) บ. ทำธุรกิจเกี่ยวกับถ่านหิน ซึ่ง ตอนนี้ตลาดถ่านหินก็ไม่ได้เกิดเหตุการณ์อะไรแปลกๆ
2) บ. ที่มียอดขายเป็นหมื่นล้าน แต่มาเบี้ยวหนี้ 40 ล้าน มันค่อนข้างไม่สมเหตุสมผลเท่าไร
..
ถ้าบริษัทขาดสภาพคล่องจริง จุดนี้คงเป็นเรื่องคอขาดบาดตายมาก เพราะถ้าเงินเพียง 40 ล้านยังไม่มี เงินทุนที่จะใช้ "รัน" ธุรกิจก็คงไม่เหลือ และธุรกิจก็คงไปต่อไม่ได้แน่ๆ
..
ในอีกกรณีหนึ่ง นี่อาจจะเป็นการสร้างข่าวเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ซึ่งตรงนี้ "เราไม่มีทางรู้"
..
เพราะฉะนั้นแล้วเมื่อเราเริ่มสงสัยในข้อมูลของบริษัท หรือตัวผู้บริหาร ทางที่ดีที่สุดก็จง "อย่ายุ่งกับมัน" จะดีกว่า

Comments

Popular posts from this blog

ดูนางให้ดูแม่ ดูหุ้นให้ดูผู้บริหาร

ถ้าผมจะบอกว่าสิ่งแรกที่ควรพิจารณาก่อนการลงทุนไม่ใช่ "งบการเงิน" แต่เป็น "ผู้บริหาร" คุณจะเชื่อมั๊ย? .. ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น? .. ในยุคปัจจุบันบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นจะถูกกำกับดูแลโดยหน่วยงานของภาครัฐ อย่างในประเทศไทยก็คือ กลต. แน่นอนว่ามันสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ระดับหนึ่งว่าบริษัทเหล่านี้น่าจะถูก "คัดกรอง" มาแล้ว .. นักลงทุนในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นความสนใจไปที่ผลประกอบการของบริษัทเป็นหลัก .. แต่ที่จริงแล้วหน่วยงานกำกับดูแลได้ทำหน้าที่ของเขาจริงรึเปล่า? .. ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาผมเห็นการเบี้ยวหนี้ของบริษัทหลายแห่ง หรือแม้กระทั่งการประกาศว่าบริษัท "เจ๊ง" อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งบริษัทเหล่านั้นแทบไม่ได้ออกมาบอกถึงสาเหตุที่แท้จริงเลยว่า "เกิดอะไรขึ้น" .. นี่จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งหลายรวมทั้งตัวผมเองก็สงสัยว่า ตกลงแล้วบริษัทมันเจ๊งจริงหรือ "เราโดนโกง" เพราะแน่นอนว่าเราคงไม่อยากเอาเงินของเราไปร่วมลงทุนกับคนโกง!! .. ย้อนกลับไปสัก 500 ปีก่อนในช่วงที่แนวคิดของ "การร่วมหุ้น" ได้เก...

รถยนต์ไฟฟ้าจะเกิดเมื่อไร

ก่อนจะไปจากกลุ่มยานยนต์ขอทิ้งท้ายไว้ด้วยเรื่อง "รถยนต์ไฟฟ้าจะเกิดเมื่อไร?" .. ตามทฤษฎี Charles Darwin กล่าวไว้ว่า "ธรรมชาติจะเป็นผู้คัดเลือกผู้ที่เหมาะสม" เพราะฉะนั้นการที่รถยนต์ไฟฟ้าจะเกิดขึ้นได้ มันก็ย่อมต้องมาจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป .. หลายคนคงเห็นยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในฝั่งตะวันตกที่โตวันโตคืน อย่างในยุโรปล่าสุดก็มียอดขายถึงเกือบ 4 พันคันต่อเดือน หรือแม้กระทั่งในฮ่องกงเราก็มองหารถยนต์ไฟฟ้าได้ไม่ยาก คำถามก็คือแล้วในประเทศไทยหละ? พร้อมหรือยังที่จะมีรถยนต์ไฟฟ้า? .. คำตอบมันขึ้นอยู่กับ 2 ประเด็น 1. สภาพแวดล้อม 2. พฤติกรรมของผู้บริโภค "สภาพแวดล้อมหมายถึงอะไร?" .. ปัญหาที่อยู่คู่กับรถยนต์ไฟฟ้ามาตลอดก็คือ "แบตเตอรี่" ที่เป็นตัวจำกัดระยะทางที่รถจะวิ่งได้ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และระยะเวลาชาร์จไฟที่เรียกได้ว่า "นาน" เมื่อเทียบกับการเติมน้ำมันที่รวดเร็วกว่าเป็น 10 เท่า .. Tesla ขึ้นมาเป็นผู้นำได้ด้วยการสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่เป็นของตัวเอง และก็ทำให้มันสามารถทำระยะทางได้ราว 300 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง นอกจากนั้นยังเป็...

Warrant ควรมีราคาเท่าไร?

ผมเชื่อว่าเพื่อนๆคงเคยซื้อ warrant หรือไม่ก็ได้ฟรีมาจากการถือหุ้นแม่ .. ว่าแต่ Warrant คืออะไร แล้วมันประเมินมูลค่าเหมือนหุ้นรึเปล่า? .. Warrant คือสิทธิ์ที่ให้ผู้ถือครอง warrant สามารถซื้อหุ้น "แม่" ในราคาที่กำหนดไว้ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต .. เช่น XXX-W ให้สิทธิผู้ถือ warrant แลกซื้อหุ้น XXX ในอัตราส่วน 1 warrant ต่อ 1 หุ้นแม่ที่ราคา 1.00 บาท ต่อหุ้น ในวันที่ 1/6/2565 .. ในเมื่อ warrant คือผลิตภัณฑ์ทางการเงินชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราสามารถประเมินมูลค่ามันได้ .. จากตัวอย่างข้างต้นถ้า ณ ปัจจุบันราคาหุ้น XXX อยู่ที่ 2.50 บาท ในเมื่อการถือครอง warrant ให้สิทธิ์เราซื้อหุ้นแม่ได้ที่ 1 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาหุ้นแม่ในปัจจุบัน ดังนั้น XXX-W ก็ควรจะมี "มูลค่า" เป็นบวก และประมาณคร่าวๆได้ว่าไม่น่าจะมีมูลค่าต่ำกว่า 1.50 บาท ซึ่งส่วนนี้ ทางวิชาการเรียกว่า Intrinsic value .. อย่างไรก็ดีเนื่องจาก warrant มันไม่ใช่หุ้นสะทีเดียว มันมีเรื่องเกี่ยวข้องกับอนาคต มันจึงมีมูลค่าอีกส่วนหนึ่งคือ Time value ซึ่งมูลค่าส่วนนี้เกิดจากความ "ลุ้น" ว่าราคาหุ้น...