Skip to main content

Growth & ผูกขาด มีอยู่มั๊ย? Ep.2


ยังมีวิธีการสร้างอำนาจผูกขาดอีกสามวิธีที่จะมาเล่าวันนี้ ตั้งใจอ่านให้ดีนะครับ เพราะการพยายามสร้างอำนาจผูกขาดบางวิธีอาจส่งผลเสียต่อธุรกิจจนยากจะหวนคืน พร้อมแล้วก็ไปกันเลยครับ
..
วิธีที่สาม การสร้างอำนาจผูกขาดด้วย Location อย่างไรก็ดีกรณีนี้มักเป็นตลาดผู้แข่งน้อยรายมากกว่าจะเป็นตลาดผูกขาด ลองนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จะเห็นได้ชัดว่าธุรกิจไหนที่จับจองพื้นที่ที่เป็น "ทำเลทอง" ได้ ก็จะมีอำนาจเหนือคู่แข่ง มันอาจจะเป็นธุรกิจโรงหนังที่ได้แย่งชิงทำเลตามห้างสรรพสินค้าไว้หมดแล้ว การที่คู่แข่งรายใหม่จะเข้ามาก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ หรืออาจจะเป็นธุรกิจการขายสินค้าในสนามบินที่ทำสัญญายึดพื้นที่ไว้แต่เพียงผู้เดียว การผูกขาดโดย location นั้น ธุรกิจไม่จำเป็นต้องทำ R&D อย่างเข้มข้นเหมือนเช่นการผูกขาดที่พูดไปครั้งก่อน แต่สิ่งที่สำคัญคือการรักษาสัมพันธภาพอันดีต่อผู้ให้เช่า Location (ถ้าเป็นเจ้าของเองก็ยิ่งสบายใจได้)
..
วิธีที่สี่คือการผูกขาดเนื่องจากไม่มีใครอยากเข้ามาแข่ง โดยปกติมักจะเป็นธุรกิจที่ไม่มี Knowhow อะไรเหลือแล้ว เป็นสินค้าที่ใครๆก็ทำได้ และมีกำไรต่ำมากจนไม่มีใครอยากเข้ามาทำ มันอาจจะเป็นธุรกิจผลิตน็อตที่เพียงบริษัทเดียวก็อาจจะเพียงพอสำหรับทั้งภูมิภาค อย่างไรก็ดีธุรกิจเหล่านี้ก็จะมีกำไรต่ำมาก และความผันผวนเพียงเล็กน้อย (เช่นค่าเงิน) ก็อาจพลิกให้บริษัทขาดทุนอยู่เป็นนิจ
..
วิธีสุดท้ายคือการ "ทุ่มตลาด" โดยบริษัทพยายามจะสร้างอำนาจผูกขาดโดยการ "ขายขาดทุน" เพื่อหวังให้บริษัทอื่นๆ "เจ๊ง" (และต้องหวังให้ตัวเองอยู่รอดด้วย) บริษัทที่ทำแบบนี้ส่วนใหญ่มักจะเชื่อว่าตัวเองมี "สายป่าน" ที่ยาวกว่าคนอื่นและจะอยู่รอดในภาวะขาดทุนได้นานกว่าคนอื่น แต่เชื่อผมเถอะครับการทำแบบนี้มันไม่ยั่งยืน และที่ผ่านมาก็เห็นแต่จะแย่ตามๆกันไปทั้งอุตสาหกรรม
..
เป็นยังไงกันบ้างครับกับการหาธุรกิจที่สามารถสร้างอำนาจผูกขาดได้ ที่เหลือก็แค่มองหาธุรกิจที่จะมี "Growth" ซึ่งผมจะมาเล่าให้ฟังคราวหน้า

Comments

Popular posts from this blog

ดูนางให้ดูแม่ ดูหุ้นให้ดูผู้บริหาร

ถ้าผมจะบอกว่าสิ่งแรกที่ควรพิจารณาก่อนการลงทุนไม่ใช่ "งบการเงิน" แต่เป็น "ผู้บริหาร" คุณจะเชื่อมั๊ย? .. ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น? .. ในยุคปัจจุบันบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นจะถูกกำกับดูแลโดยหน่วยงานของภาครัฐ อย่างในประเทศไทยก็คือ กลต. แน่นอนว่ามันสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ระดับหนึ่งว่าบริษัทเหล่านี้น่าจะถูก "คัดกรอง" มาแล้ว .. นักลงทุนในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นความสนใจไปที่ผลประกอบการของบริษัทเป็นหลัก .. แต่ที่จริงแล้วหน่วยงานกำกับดูแลได้ทำหน้าที่ของเขาจริงรึเปล่า? .. ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาผมเห็นการเบี้ยวหนี้ของบริษัทหลายแห่ง หรือแม้กระทั่งการประกาศว่าบริษัท "เจ๊ง" อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งบริษัทเหล่านั้นแทบไม่ได้ออกมาบอกถึงสาเหตุที่แท้จริงเลยว่า "เกิดอะไรขึ้น" .. นี่จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งหลายรวมทั้งตัวผมเองก็สงสัยว่า ตกลงแล้วบริษัทมันเจ๊งจริงหรือ "เราโดนโกง" เพราะแน่นอนว่าเราคงไม่อยากเอาเงินของเราไปร่วมลงทุนกับคนโกง!! .. ย้อนกลับไปสัก 500 ปีก่อนในช่วงที่แนวคิดของ "การร่วมหุ้น" ได้เก...

รู้เขารู้เรา รบยังไงให้ชนะ Passive fund??

ช่วงหลายปีมานี้กูรูหลายคนออกมาให้ความเห็นในการลงทุนในกองทุนรวมโดยหยิบเอาผลตอบแทนในอดีตของกองทุนรวมที่เป็น Passive fund มาเปรียบเทียบกับกองที่เป็น Active fund .. ผลก็คือกองทุน Active fund กว่า 80% ที่ลงทุนจ้างนักวิเคราะห์เพื่อมาคัดเลือกหุ้นอย่างมากมายกลับสร้างผลตอบแทนสู้กองทุน Passive fund ที่ใช้เพียงคอมพิวเตอร์ในการปรับสัดส่วนการลงทุนไม่ได้เลย .. นั่นก็ทำให้เงินทุนหลั่งไหลเข้าไปยังกองทุน Passive fund มากขึ้นและเกิดกองทุนใหม่ๆขึ้นมามากมายเพื่อตอบสนองกับความต้องการเหล่านั้น .. และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งความกังวลในฟากตะวันตก เนื่องจากหลักการซื้อขายหุ้นของกอง Passive fund นั้นจะคำนวณตามมูลค่าของหุ้นที่อยู่ในกลุ่มอ้างอิง ซึ่งนักการเงินหลายคนบอกว่ามันทำให้กลไกตลาดทำงานผิดเพี้ยน!! .. ตัวอย่างเช่นกองทุน Passive fund ที่อ้างอิงกับ SET50 ตัวกองทุนจะต้องมีการคำนวณอยู่เสมอว่าตอนนี้หุ้นใน SET50 แต่ละตัวมีน้ำหนักต่อดัชนีเท่าไร สมมติว่า Market cap รวมของ SET50 เท่ากับ 10 ล้านล้านบาท และ Market cap ของหุ้นปตท. เท่ากับ 1 ล้านล้านบาท กองทุนก็จะต้องลงทุนใน ปตท. เป็นสัดส่วน 10% ของขนาด...

เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือ 20 ปีที่แล้ว

นักลงทุนหลายๆคนเมื่อเริ่มศึกษาประวัติการลงทุนของเหล่ากูรูทั่วโลกมักจะมีความคิดขึ้นมาเสมอว่า "ก็เรามันเกิดช้าไป" "ตอนนี้หุ้นมันแพงแล้ว" หรือ "ลงทุนสมัยก่อนมันไม่ยากเท่าปัจจุบัน" .. ผมไม่เถียงครับว่าช่วงเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เศรษฐกิจเกิดใหม่มักมีการเติบโตที่เร็วกว่า แต่ในเมื่อเราอยู่กับปัจจุบันแล้ว การพยายามหาข้ออ้างมันคงไม่ได้ช่วยอะไรเรานอกจากการปลอบใจ .. ถ้าเราลองมองดีๆจะพบว่าโอกาสการลงทุนมันมีอยู่เสมอขึ้นอยู่กับว่าเรา "มองเกมขาดแค่ไหน?" "เราขยันแค่ไหน?" .. Facebook Google Apple ก็เป็นบริษัทที่เติบโตอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แล้วคุณจะบอกว่าโอกาสการลงทุนในปัจจุบันมันไม่มี?? .. สิ่งที่ผมจะบอกคือ "ความมั่งคั่ง" มันไม่เคยหายไปจากโลกครับ มันแค่ย้ายจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง หรือถ้าจะพูดให้ชัดคือ จากธุรกิจเก่าๆไปยังธุรกิจสำหรับอนาคต ธุรกิจที่มีความสามารถในการ "แย่งเงิน" จากคนอื่นก็จะเป็นธุรกิจที่เติบโต ในขณะที่ผู้แพ้ก็ต้องล้มตายไปตามระเบียบ .. บ่อยครั้งที่ผู้ประกอบการอ้างว่าเศรษฐกิจไ...