Skip to main content

Growth & ผูกขาด มีอยู่มั๊ย?


วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องที่เคยติดค้างกันไว้คือ บริษัทที่มีทั้ง growth และ ผูกขาด มีอยู่มั๊ย?
..
ผมไม่ได้กวนนะครับแต่แค่จะบอกว่าคุณเพียงแค่ต้องมองหาธุรกิจที่ผูกขาดและมีการเติบโต ×_×
..
แล้วเราจะเริ่มต้นยังไงดี เราจะเริ่มจากการมองหาธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโต หรือเราจะเริ่มจากการมองหาธุรกิจที่มีความสามารถที่จะสร้างอำนาจผูกขาดก่อนก็ได้
..
ผมขอเริ่มจากการมองหาธุรกิจที่มีความสามารถในการสร้างอำนาจผูกขาดละกัน
..
ครั้งที่แล้วผมยกตัวอย่างธุรกิจผูกขาดไว้ซึ่งล้วนแต่เป็นธุรกิจที่ต้องการการลงทุนขนาดใหญ่ และใช้ความคุ้มทุนในการลงทุนนี้เองเป็นเกราะป้องกันการแข่งขัน แต่รู้มั๊ยครับ ธุรกิจเล็กๆธรรมดาๆ ก็สามารถสร้างอำนาจผูกขาดขึ้นมาได้เช่นกัน!!
..
วิธีแรกที่ผมจะพูดถึงคือ การผูกขาดด้วยตัวสินค้าหรือบริการของบริษัท เมื่อบริษัทสามารถสร้างความแตกต่างได้ บริษัทจะเริ่มเข้าสู่ตลาดแข่งขันน้อยราย และเมื่อไม่มีสินค้าที่ทดแทนได้ บริษัทก็จะมีอำนาจผูกขาด!! ตัวอย่างก็เช่น Google และ Facebook ที่ทิ้งห่างคู่แข่งจนเกือบจะเรียกได้ว่าผูกขาด อย่างไรก็ดีเพื่อที่จะรักษาอำนาจการผูกขาดไว้ธุรกิจเหล่านี้ก็ต้องมีการทำ R&D อยู่ตลอดเพื่อวิ่งหนีคู่แข่ง เมื่อไรก็ตามที่ "หมดมุก" อำนาจนั้นก็จะลดลงเรื่อยๆ
..
วิธีที่สองก็คือ การสร้างระบบหรือ platform บางอย่าง เพื่อบังคับให้ลูกค้าต้องใช้สินค้าหรือบริการของบริษัท เช่น ios ของ Apple ที่มีไว้ให้เฉพาะ iPhone รวมถึงพอร์ทการเชื่อมต่อต่างๆที่แตกต่างจากมือถือยี่ห้ออื่น ทั้งนี้เพื่อสร้างการผูกขาด (บังคับให้ใช้ว่างั้นเหอะ!!) แต่คุณต้องมั่นใจนะครับว่าคุณสร้างการผูกขาดได้จริง ไม่งั้นอาจจะเป็นเหมือนบริษัทแห่งหนึ่งที่ลงทุนมากมายเพื่อสร้าง "อารยธรรม" สุดท้ายลูกค้าก็ไม่เอาด้วย
..
ยังมีอีก 2 วิธีในการสร้างอำนาจผูกขาดไว้จะมาต่อวันหลังส่วนวันนี้พอเท่านี้ก่อน

Comments

Popular posts from this blog

ดูนางให้ดูแม่ ดูหุ้นให้ดูผู้บริหาร

ถ้าผมจะบอกว่าสิ่งแรกที่ควรพิจารณาก่อนการลงทุนไม่ใช่ "งบการเงิน" แต่เป็น "ผู้บริหาร" คุณจะเชื่อมั๊ย? .. ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น? .. ในยุคปัจจุบันบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นจะถูกกำกับดูแลโดยหน่วยงานของภาครัฐ อย่างในประเทศไทยก็คือ กลต. แน่นอนว่ามันสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ระดับหนึ่งว่าบริษัทเหล่านี้น่าจะถูก "คัดกรอง" มาแล้ว .. นักลงทุนในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นความสนใจไปที่ผลประกอบการของบริษัทเป็นหลัก .. แต่ที่จริงแล้วหน่วยงานกำกับดูแลได้ทำหน้าที่ของเขาจริงรึเปล่า? .. ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาผมเห็นการเบี้ยวหนี้ของบริษัทหลายแห่ง หรือแม้กระทั่งการประกาศว่าบริษัท "เจ๊ง" อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งบริษัทเหล่านั้นแทบไม่ได้ออกมาบอกถึงสาเหตุที่แท้จริงเลยว่า "เกิดอะไรขึ้น" .. นี่จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งหลายรวมทั้งตัวผมเองก็สงสัยว่า ตกลงแล้วบริษัทมันเจ๊งจริงหรือ "เราโดนโกง" เพราะแน่นอนว่าเราคงไม่อยากเอาเงินของเราไปร่วมลงทุนกับคนโกง!! .. ย้อนกลับไปสัก 500 ปีก่อนในช่วงที่แนวคิดของ "การร่วมหุ้น" ได้เก...

รู้เขารู้เรา รบยังไงให้ชนะ Passive fund??

ช่วงหลายปีมานี้กูรูหลายคนออกมาให้ความเห็นในการลงทุนในกองทุนรวมโดยหยิบเอาผลตอบแทนในอดีตของกองทุนรวมที่เป็น Passive fund มาเปรียบเทียบกับกองที่เป็น Active fund .. ผลก็คือกองทุน Active fund กว่า 80% ที่ลงทุนจ้างนักวิเคราะห์เพื่อมาคัดเลือกหุ้นอย่างมากมายกลับสร้างผลตอบแทนสู้กองทุน Passive fund ที่ใช้เพียงคอมพิวเตอร์ในการปรับสัดส่วนการลงทุนไม่ได้เลย .. นั่นก็ทำให้เงินทุนหลั่งไหลเข้าไปยังกองทุน Passive fund มากขึ้นและเกิดกองทุนใหม่ๆขึ้นมามากมายเพื่อตอบสนองกับความต้องการเหล่านั้น .. และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งความกังวลในฟากตะวันตก เนื่องจากหลักการซื้อขายหุ้นของกอง Passive fund นั้นจะคำนวณตามมูลค่าของหุ้นที่อยู่ในกลุ่มอ้างอิง ซึ่งนักการเงินหลายคนบอกว่ามันทำให้กลไกตลาดทำงานผิดเพี้ยน!! .. ตัวอย่างเช่นกองทุน Passive fund ที่อ้างอิงกับ SET50 ตัวกองทุนจะต้องมีการคำนวณอยู่เสมอว่าตอนนี้หุ้นใน SET50 แต่ละตัวมีน้ำหนักต่อดัชนีเท่าไร สมมติว่า Market cap รวมของ SET50 เท่ากับ 10 ล้านล้านบาท และ Market cap ของหุ้นปตท. เท่ากับ 1 ล้านล้านบาท กองทุนก็จะต้องลงทุนใน ปตท. เป็นสัดส่วน 10% ของขนาด...

เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือ 20 ปีที่แล้ว

นักลงทุนหลายๆคนเมื่อเริ่มศึกษาประวัติการลงทุนของเหล่ากูรูทั่วโลกมักจะมีความคิดขึ้นมาเสมอว่า "ก็เรามันเกิดช้าไป" "ตอนนี้หุ้นมันแพงแล้ว" หรือ "ลงทุนสมัยก่อนมันไม่ยากเท่าปัจจุบัน" .. ผมไม่เถียงครับว่าช่วงเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เศรษฐกิจเกิดใหม่มักมีการเติบโตที่เร็วกว่า แต่ในเมื่อเราอยู่กับปัจจุบันแล้ว การพยายามหาข้ออ้างมันคงไม่ได้ช่วยอะไรเรานอกจากการปลอบใจ .. ถ้าเราลองมองดีๆจะพบว่าโอกาสการลงทุนมันมีอยู่เสมอขึ้นอยู่กับว่าเรา "มองเกมขาดแค่ไหน?" "เราขยันแค่ไหน?" .. Facebook Google Apple ก็เป็นบริษัทที่เติบโตอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แล้วคุณจะบอกว่าโอกาสการลงทุนในปัจจุบันมันไม่มี?? .. สิ่งที่ผมจะบอกคือ "ความมั่งคั่ง" มันไม่เคยหายไปจากโลกครับ มันแค่ย้ายจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง หรือถ้าจะพูดให้ชัดคือ จากธุรกิจเก่าๆไปยังธุรกิจสำหรับอนาคต ธุรกิจที่มีความสามารถในการ "แย่งเงิน" จากคนอื่นก็จะเป็นธุรกิจที่เติบโต ในขณะที่ผู้แพ้ก็ต้องล้มตายไปตามระเบียบ .. บ่อยครั้งที่ผู้ประกอบการอ้างว่าเศรษฐกิจไ...