Skip to main content

ทำธุรกิจแบบ "Omakase"


การทำธุรกิจแบบ "Omakase" คืออะไร?
..
นั่งประชันหน้ากับ Chef โดยมีเพียงจานหนึ่งใบวางไว้เบื้องหน้า ไม่ต้องขอเมนู ไม่ต้องนึกว่าอยากกินอะไร ทั้งหมด Chef จะเป็นผู้จัดอาหารมาให้เรากิน "ตามใจ Chef"
..
ใช่แล้วครับ คำว่า Omakase นั้นเป็นรูปแบบหนึ่งในการรับประทาน Sushi โดยที่ Chef จะเป็นคนเลือกว่าจะเอาอะไรมาเสิร์ฟให้เรากิน
..
หลายคนคงนึกในใจว่าแล้วแบบนี้ใครจะไปกิน?
..
แน่นอนว่า Omakase มันก็ต้องมีจุดขายของมันครับซึ่งจุดขายของมันก็คือ
..
1) ฝีมือของ Chef ในการนำวัตถุดิบมาจัดการให้มันอร่อย ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะด้วย Sushi คำเล็กๆ ความอร่อยมันถูกตัดสินเพียงแค่ชั่วอึดใจเท่านั้น
..
2) อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กับฝีมือก็คือ ความ "ลุ้น" ว่า Chef จะเอาอะไรมาเสิร์ฟ เนื่องจากเราไม่รู้เลยว่าจะได้กินอะไร โดยปกติแล้ววัตถุดิบที่ Chef จะเลือกมาเสิร์ฟส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับฤดูกาลว่าช่วงนี้มีวัตถุดิบอะไร รวมถึงความหายากที่หาทานไม่ได้ในร้าน Sushi ทั่วไป
..
3) อย่างสุดท้ายก็คือ ศิลปะ!! แน่นอนว่าการที่นั่งประชันหน้ากับ Chef เราจะได้เห็นขั้นตอนการทำ รวมถึงได้พูดคุยกับ Chef ด้วย ซึ่งนั่นก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เป็น "ความทรงจำ" ในอาหารมื้อนั้นๆ
..
นอกจากจะเห็นแล้วว่า Omakase ขายตัวมันเองได้อย่างไร มันยังเป็นสุดยอดรูปแบบการทำธุรกิจอีกด้วย!!
..
เนื่องจากร้าน Sushi ไม่ต้องกังวลกับการ Stock วัตถุดิบเลย เพราะไม่ต้องคิดว่าลูกค้าจะมาสั่งอะไร สิ่งเดียวที่ต้องคำนึงก็แค่จำนวนลูกค้าที่จะมากพอกับวัตถุดิบที่เตรียมไว้ นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้การทำธุรกิจแบบ Omakase ได้เปรียบเรื่องการประมาณการวัตถุดิบกว่าธุรกิจอื่นไปได้ถึงครึ่งนึง!!
..
นอกจากข้อได้เปรียบด้าน Inventory แล้ว Omakase ยังมีแนวโน้มที่จะขายสินค้าได้ในราคาที่มี "Premium" นั่นก็เพราะ Omakase ได้บวกราคาในส่วนของ "ประสบการณ์ในการกิน" เข้าไปด้วย
..
จะเห็นได้ว่าการทำธุรกิจแบบ "Omakase" นั้นมีข้อได้เปรียบกว่าธุรกิจทั่วไปมาก ถ้ามีธุรกิจที่ขายสินค้าแบบ Omakase ก็คงดีไม่น้อย
..
ใครเจอบริษัทที่ทำธุรกิจแบบ Omakase ก็มากระซิบกันบ้างนะครับ ถ้าหาไม่เจอก็ติดตามเซียนกบไว้เดี๋ยวจะหามาให้อย่างแน่นอน

Comments

Popular posts from this blog

ดูนางให้ดูแม่ ดูหุ้นให้ดูผู้บริหาร

ถ้าผมจะบอกว่าสิ่งแรกที่ควรพิจารณาก่อนการลงทุนไม่ใช่ "งบการเงิน" แต่เป็น "ผู้บริหาร" คุณจะเชื่อมั๊ย? .. ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น? .. ในยุคปัจจุบันบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นจะถูกกำกับดูแลโดยหน่วยงานของภาครัฐ อย่างในประเทศไทยก็คือ กลต. แน่นอนว่ามันสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ระดับหนึ่งว่าบริษัทเหล่านี้น่าจะถูก "คัดกรอง" มาแล้ว .. นักลงทุนในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นความสนใจไปที่ผลประกอบการของบริษัทเป็นหลัก .. แต่ที่จริงแล้วหน่วยงานกำกับดูแลได้ทำหน้าที่ของเขาจริงรึเปล่า? .. ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาผมเห็นการเบี้ยวหนี้ของบริษัทหลายแห่ง หรือแม้กระทั่งการประกาศว่าบริษัท "เจ๊ง" อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งบริษัทเหล่านั้นแทบไม่ได้ออกมาบอกถึงสาเหตุที่แท้จริงเลยว่า "เกิดอะไรขึ้น" .. นี่จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งหลายรวมทั้งตัวผมเองก็สงสัยว่า ตกลงแล้วบริษัทมันเจ๊งจริงหรือ "เราโดนโกง" เพราะแน่นอนว่าเราคงไม่อยากเอาเงินของเราไปร่วมลงทุนกับคนโกง!! .. ย้อนกลับไปสัก 500 ปีก่อนในช่วงที่แนวคิดของ "การร่วมหุ้น" ได้เก...

รู้เขารู้เรา รบยังไงให้ชนะ Passive fund??

ช่วงหลายปีมานี้กูรูหลายคนออกมาให้ความเห็นในการลงทุนในกองทุนรวมโดยหยิบเอาผลตอบแทนในอดีตของกองทุนรวมที่เป็น Passive fund มาเปรียบเทียบกับกองที่เป็น Active fund .. ผลก็คือกองทุน Active fund กว่า 80% ที่ลงทุนจ้างนักวิเคราะห์เพื่อมาคัดเลือกหุ้นอย่างมากมายกลับสร้างผลตอบแทนสู้กองทุน Passive fund ที่ใช้เพียงคอมพิวเตอร์ในการปรับสัดส่วนการลงทุนไม่ได้เลย .. นั่นก็ทำให้เงินทุนหลั่งไหลเข้าไปยังกองทุน Passive fund มากขึ้นและเกิดกองทุนใหม่ๆขึ้นมามากมายเพื่อตอบสนองกับความต้องการเหล่านั้น .. และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งความกังวลในฟากตะวันตก เนื่องจากหลักการซื้อขายหุ้นของกอง Passive fund นั้นจะคำนวณตามมูลค่าของหุ้นที่อยู่ในกลุ่มอ้างอิง ซึ่งนักการเงินหลายคนบอกว่ามันทำให้กลไกตลาดทำงานผิดเพี้ยน!! .. ตัวอย่างเช่นกองทุน Passive fund ที่อ้างอิงกับ SET50 ตัวกองทุนจะต้องมีการคำนวณอยู่เสมอว่าตอนนี้หุ้นใน SET50 แต่ละตัวมีน้ำหนักต่อดัชนีเท่าไร สมมติว่า Market cap รวมของ SET50 เท่ากับ 10 ล้านล้านบาท และ Market cap ของหุ้นปตท. เท่ากับ 1 ล้านล้านบาท กองทุนก็จะต้องลงทุนใน ปตท. เป็นสัดส่วน 10% ของขนาด...

เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือ 20 ปีที่แล้ว

นักลงทุนหลายๆคนเมื่อเริ่มศึกษาประวัติการลงทุนของเหล่ากูรูทั่วโลกมักจะมีความคิดขึ้นมาเสมอว่า "ก็เรามันเกิดช้าไป" "ตอนนี้หุ้นมันแพงแล้ว" หรือ "ลงทุนสมัยก่อนมันไม่ยากเท่าปัจจุบัน" .. ผมไม่เถียงครับว่าช่วงเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เศรษฐกิจเกิดใหม่มักมีการเติบโตที่เร็วกว่า แต่ในเมื่อเราอยู่กับปัจจุบันแล้ว การพยายามหาข้ออ้างมันคงไม่ได้ช่วยอะไรเรานอกจากการปลอบใจ .. ถ้าเราลองมองดีๆจะพบว่าโอกาสการลงทุนมันมีอยู่เสมอขึ้นอยู่กับว่าเรา "มองเกมขาดแค่ไหน?" "เราขยันแค่ไหน?" .. Facebook Google Apple ก็เป็นบริษัทที่เติบโตอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แล้วคุณจะบอกว่าโอกาสการลงทุนในปัจจุบันมันไม่มี?? .. สิ่งที่ผมจะบอกคือ "ความมั่งคั่ง" มันไม่เคยหายไปจากโลกครับ มันแค่ย้ายจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง หรือถ้าจะพูดให้ชัดคือ จากธุรกิจเก่าๆไปยังธุรกิจสำหรับอนาคต ธุรกิจที่มีความสามารถในการ "แย่งเงิน" จากคนอื่นก็จะเป็นธุรกิจที่เติบโต ในขณะที่ผู้แพ้ก็ต้องล้มตายไปตามระเบียบ .. บ่อยครั้งที่ผู้ประกอบการอ้างว่าเศรษฐกิจไ...