Skip to main content

P/E จะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับอะไร


ทำไมหุ้นอย่างโรงพยาบาลนักลงทุนกล้าให้ P/E 30 เท่า ในขณะที่อสังหาริมทรัพย์ P/E 10 เท่าก็หรูแล้ว?
..
ปัจจัยที่จะกำหนด P/E หลักๆมันก็มีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน
..
1) กำไรของบริษัทจะเติบโตมากน้อยแค่ไหน อันนี้น่าจะเป็นคำตอบแรกที่ทุกคนคิด เพราะยิ่งกำไรโตเร็วเท่าไร ในอนาคต P/E มันก็จะลดลงได้เร็วเท่านั้น เพราะฉะนั้นนักลงทุนก็ยอมที่จะจ่ายที่ P/E สูงๆ
..
2) ข้อนี้หลายคนอาจจะเคยสังเกตว่าแต่ละอุตสาหกรรมก็จะมี P/E ที่ต่างกันและมันก็มักจะอยู่แบบนั้นไม่ค่อยเปลี่ยน ซึ่งสาเหตุที่ทำให้แต่ละอุตสาหกรรมมี P/E ที่ต่างกันนั่นก็เพราะ "ความคงเส้นคงวาของกำไร"
..
สมมติผมให้คุณเลือกลงทุนระหว่าง 1) ธุรกิจค้าปลีกที่มีสาขาทั่วประเทศ 2) ธุรกิจค้าขายเหล็ก คุณจะเลือกอะไร
..
แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ก็น่าจะเลือกคำตอบแรก เพราะมันมี "ความผันผวนน้อยกว่า" ในขณะที่การค้าขายเหล็กมีความเสี่ยงทั้งจากราคาเหล็กที่ผันผวน และยังค่อนข้างอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ
..
เมื่อคนส่วนใหญ่ชอบธุรกิจที่มีรายได้และกำไรที่มั่นคงกว่า มันก็เป็นปกติที่นักลงทุนจะให้ "ราคา" กับธุรกิจเหล่านั้นมากกว่า
..
3) และข้อสุดท้ายก็คือ สภาวะเศรษฐกิจ ในช่วงที่ทุกคนมีความมั่นใจต่อระบบเศรษฐกิจ นักลงทุนก็จะมักจะเชื่อว่าการลงทุนอะไรก็ตาม "มีความเสี่ยงที่ค่อนข้างต่ำ" ดังนั้นผลตอบแทนการลงทุนที่ไม่สูงมาก (P/E สูงๆ) ก็เพียงพอที่จะล่อใจให้เข้ามาลงทุนได้ง่ายๆ ในขณะที่ช่วงที่นักลงทุนขาดความมั่นใจ หรือในช่วงวิกฤต การลงทุนอะไรก็ตามดูจะมีความเสี่ยงไปเสียหมด เพราะฉะนั้นก็ต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง (P/E ต่ำๆ)

Comments

Popular posts from this blog

ดูนางให้ดูแม่ ดูหุ้นให้ดูผู้บริหาร

ถ้าผมจะบอกว่าสิ่งแรกที่ควรพิจารณาก่อนการลงทุนไม่ใช่ "งบการเงิน" แต่เป็น "ผู้บริหาร" คุณจะเชื่อมั๊ย? .. ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น? .. ในยุคปัจจุบันบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นจะถูกกำกับดูแลโดยหน่วยงานของภาครัฐ อย่างในประเทศไทยก็คือ กลต. แน่นอนว่ามันสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ระดับหนึ่งว่าบริษัทเหล่านี้น่าจะถูก "คัดกรอง" มาแล้ว .. นักลงทุนในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นความสนใจไปที่ผลประกอบการของบริษัทเป็นหลัก .. แต่ที่จริงแล้วหน่วยงานกำกับดูแลได้ทำหน้าที่ของเขาจริงรึเปล่า? .. ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาผมเห็นการเบี้ยวหนี้ของบริษัทหลายแห่ง หรือแม้กระทั่งการประกาศว่าบริษัท "เจ๊ง" อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งบริษัทเหล่านั้นแทบไม่ได้ออกมาบอกถึงสาเหตุที่แท้จริงเลยว่า "เกิดอะไรขึ้น" .. นี่จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งหลายรวมทั้งตัวผมเองก็สงสัยว่า ตกลงแล้วบริษัทมันเจ๊งจริงหรือ "เราโดนโกง" เพราะแน่นอนว่าเราคงไม่อยากเอาเงินของเราไปร่วมลงทุนกับคนโกง!! .. ย้อนกลับไปสัก 500 ปีก่อนในช่วงที่แนวคิดของ "การร่วมหุ้น" ได้เก...

รู้เขารู้เรา รบยังไงให้ชนะ Passive fund??

ช่วงหลายปีมานี้กูรูหลายคนออกมาให้ความเห็นในการลงทุนในกองทุนรวมโดยหยิบเอาผลตอบแทนในอดีตของกองทุนรวมที่เป็น Passive fund มาเปรียบเทียบกับกองที่เป็น Active fund .. ผลก็คือกองทุน Active fund กว่า 80% ที่ลงทุนจ้างนักวิเคราะห์เพื่อมาคัดเลือกหุ้นอย่างมากมายกลับสร้างผลตอบแทนสู้กองทุน Passive fund ที่ใช้เพียงคอมพิวเตอร์ในการปรับสัดส่วนการลงทุนไม่ได้เลย .. นั่นก็ทำให้เงินทุนหลั่งไหลเข้าไปยังกองทุน Passive fund มากขึ้นและเกิดกองทุนใหม่ๆขึ้นมามากมายเพื่อตอบสนองกับความต้องการเหล่านั้น .. และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งความกังวลในฟากตะวันตก เนื่องจากหลักการซื้อขายหุ้นของกอง Passive fund นั้นจะคำนวณตามมูลค่าของหุ้นที่อยู่ในกลุ่มอ้างอิง ซึ่งนักการเงินหลายคนบอกว่ามันทำให้กลไกตลาดทำงานผิดเพี้ยน!! .. ตัวอย่างเช่นกองทุน Passive fund ที่อ้างอิงกับ SET50 ตัวกองทุนจะต้องมีการคำนวณอยู่เสมอว่าตอนนี้หุ้นใน SET50 แต่ละตัวมีน้ำหนักต่อดัชนีเท่าไร สมมติว่า Market cap รวมของ SET50 เท่ากับ 10 ล้านล้านบาท และ Market cap ของหุ้นปตท. เท่ากับ 1 ล้านล้านบาท กองทุนก็จะต้องลงทุนใน ปตท. เป็นสัดส่วน 10% ของขนาด...

เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือ 20 ปีที่แล้ว

นักลงทุนหลายๆคนเมื่อเริ่มศึกษาประวัติการลงทุนของเหล่ากูรูทั่วโลกมักจะมีความคิดขึ้นมาเสมอว่า "ก็เรามันเกิดช้าไป" "ตอนนี้หุ้นมันแพงแล้ว" หรือ "ลงทุนสมัยก่อนมันไม่ยากเท่าปัจจุบัน" .. ผมไม่เถียงครับว่าช่วงเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เศรษฐกิจเกิดใหม่มักมีการเติบโตที่เร็วกว่า แต่ในเมื่อเราอยู่กับปัจจุบันแล้ว การพยายามหาข้ออ้างมันคงไม่ได้ช่วยอะไรเรานอกจากการปลอบใจ .. ถ้าเราลองมองดีๆจะพบว่าโอกาสการลงทุนมันมีอยู่เสมอขึ้นอยู่กับว่าเรา "มองเกมขาดแค่ไหน?" "เราขยันแค่ไหน?" .. Facebook Google Apple ก็เป็นบริษัทที่เติบโตอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แล้วคุณจะบอกว่าโอกาสการลงทุนในปัจจุบันมันไม่มี?? .. สิ่งที่ผมจะบอกคือ "ความมั่งคั่ง" มันไม่เคยหายไปจากโลกครับ มันแค่ย้ายจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง หรือถ้าจะพูดให้ชัดคือ จากธุรกิจเก่าๆไปยังธุรกิจสำหรับอนาคต ธุรกิจที่มีความสามารถในการ "แย่งเงิน" จากคนอื่นก็จะเป็นธุรกิจที่เติบโต ในขณะที่ผู้แพ้ก็ต้องล้มตายไปตามระเบียบ .. บ่อยครั้งที่ผู้ประกอบการอ้างว่าเศรษฐกิจไ...