"21 ล้าน เป็นจำนวน Bitcoin ที่มีอยู่ทั้งหมดบนโลกใบนี้"
..
ช่วงนี้ข่าวคราวการขุด Bitcoin ทั้งในไทยและทั่วโลกเป็นกระแสที่เรียกได้ว่า "ติดลมบน" ผมคิดว่าคงเพราะราคาที่ขึ้นอย่างพรวดพราดในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งดึงดูดให้คนเข้ามาเพื่อแสวงหาผลตอบแทน
..
ในฐานะที่เป็นนักลงทุน ผมมองว่า Bitcoin นั้นก็ถือเป็นการลงทุนได้ แต่ก็ต้องพิจารณาว่าผลตอบแทนและความเสี่ยงมันเป็นอย่างไร?
..
ถ้าคุณอยากเริ่มลงทุนใน Bitcoin ก็คงมีอยู่ 2 อย่างด้วยกัน 1) ซื้อ Bitcoin และถือไว้เปรียบเสมือนการลงทุนในสินทรัพย์เช่นทองคำ 2) ลงทุนเป็นผู้ขุด Bitcoin ซึ่งก็ต้องลงทุนกับการซื้ออุปกรณ์ ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่ว่านักลงทุนถนัดแบบไหน ก็เลือกกันตามความชอบใจ
..
เรามาดูกันคร่าวๆดีกว่าว่า Bitcoin มีความน่าสนใจในการลงทุนมั๊ย?
..
ช่วงนี้ข่าวคราวการขุด Bitcoin ทั้งในไทยและทั่วโลกเป็นกระแสที่เรียกได้ว่า "ติดลมบน" ผมคิดว่าคงเพราะราคาที่ขึ้นอย่างพรวดพราดในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งดึงดูดให้คนเข้ามาเพื่อแสวงหาผลตอบแทน
..
ในฐานะที่เป็นนักลงทุน ผมมองว่า Bitcoin นั้นก็ถือเป็นการลงทุนได้ แต่ก็ต้องพิจารณาว่าผลตอบแทนและความเสี่ยงมันเป็นอย่างไร?
..
ถ้าคุณอยากเริ่มลงทุนใน Bitcoin ก็คงมีอยู่ 2 อย่างด้วยกัน 1) ซื้อ Bitcoin และถือไว้เปรียบเสมือนการลงทุนในสินทรัพย์เช่นทองคำ 2) ลงทุนเป็นผู้ขุด Bitcoin ซึ่งก็ต้องลงทุนกับการซื้ออุปกรณ์ ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่ว่านักลงทุนถนัดแบบไหน ก็เลือกกันตามความชอบใจ
..
เรามาดูกันคร่าวๆดีกว่าว่า Bitcoin มีความน่าสนใจในการลงทุนมั๊ย?
Bitcoin มี Supply จำกัดอยู่ที่ "21 ล้านหน่วย" ข้อนี้ถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญของ Bitcoin ที่ทำให้มันสร้างมูลค่าให้ตัวมันเองได้ ซึ่งพื้นฐานความคิดนี้ก็มาจากทองคำนั่นเอง ถ้ามองในมุมที่ว่า Supply มีจำกัด แต่ Demand เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันก็มีแนวโน้มที่ราคาจะสูงขึ้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย มองคร่าวๆก็ดูเป็นสิ่งที่น่าลงทุนเหมือนกัน
..
แต่คำถามที่สำคัญที่สุดที่นักลงทุนควรถามตัวเองก่อนการลงทุนใน Bitcoin ก็คือ "ความเสี่ยงอยู่ตรงไหน?"
..
แต่คำถามที่สำคัญที่สุดที่นักลงทุนควรถามตัวเองก่อนการลงทุนใน Bitcoin ก็คือ "ความเสี่ยงอยู่ตรงไหน?"
ความเสี่ยงที่ทุกคนเห็นได้ชัดคือราคาที่ค่อนข้างผันผวนหนัก แต่นั่นก็ยังเทียบไม่ได้กับความเสี่ยงที่ติดตัวมากับ Bitcoin นับตั้งแต่วันแรกที่มันลืมตาดูโลก ซึ่งความเสี่ยงนั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงของผู้เชี่ยวชาญ Bitcoin ทั่วโลกว่า "จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ Bitcoin ทั้ง 21 ล้านหน่วยถูกขุดจนหมด?"
..
อันนี้เป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของ Bitcoin และอาจส่งผลถึงการล่มสลายของระบบ Bitcoin เลยทีเดียว!! หลายคนยังคงงงอยู่ว่ามันเป็นอย่างไร ผมจะเล่าให้ฟัง
..
"ทุกวันนี้ Bitcoin ถูกขับเคลื่อนโดยนักขุด (Miner)" หน้าที่หลักของ Miner คือการยืนยันคำสั่งในการโอนย้าย Bitcoin และ Miner ก็จะได้รับค่าตอบแทนเป็น Bitcoin ซึ่ง ณ ปัจจุบัน Bitcoin ที่ Miner ได้รับก็จะเป็น Bitcoin ใหม่ที่ถูกขุดขึ้นมา
..
อย่างไรก็ดี Bitcoin ที่ถูกขุดออกมาใหม่นั้นจะมีปริมาณลดลงเรื่อย โดยปัจจุบันเรามี Bitcoin ทั้งหมดในโลกราว 17 ล้านหน่วย และเมื่อถึงปี 2025 จะมี Bitcoin ราว 20 ล้านหน่วย และหลังจากนั้นก็จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้ามากๆๆๆ
..
ตรงนี้แหละครับที่เป็นปัญหา!!
..
อันนี้เป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของ Bitcoin และอาจส่งผลถึงการล่มสลายของระบบ Bitcoin เลยทีเดียว!! หลายคนยังคงงงอยู่ว่ามันเป็นอย่างไร ผมจะเล่าให้ฟัง
..
"ทุกวันนี้ Bitcoin ถูกขับเคลื่อนโดยนักขุด (Miner)" หน้าที่หลักของ Miner คือการยืนยันคำสั่งในการโอนย้าย Bitcoin และ Miner ก็จะได้รับค่าตอบแทนเป็น Bitcoin ซึ่ง ณ ปัจจุบัน Bitcoin ที่ Miner ได้รับก็จะเป็น Bitcoin ใหม่ที่ถูกขุดขึ้นมา
..
อย่างไรก็ดี Bitcoin ที่ถูกขุดออกมาใหม่นั้นจะมีปริมาณลดลงเรื่อย โดยปัจจุบันเรามี Bitcoin ทั้งหมดในโลกราว 17 ล้านหน่วย และเมื่อถึงปี 2025 จะมี Bitcoin ราว 20 ล้านหน่วย และหลังจากนั้นก็จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้ามากๆๆๆ
..
ตรงนี้แหละครับที่เป็นปัญหา!!
ในอนาคตเมื่อถึงเวลาที่ Bitcoin ถูกขุดขึ้นมาจนหมด Miner ก็จะไม่ได้รับค่าตอบแทนในการยืนยัน transaction ที่เกิดขึ้น (หรือถึงจุดที่ bitcoin ที่ถูกขุดขึ้นมาใหม่น้อยมากจนไม่คุ้มที่จะขุด) และนั่นก็จะทำให้เหล่า Miner นั้นพากันละทิ้งเหมือง และสุดท้ายเมื่อไม่มี Miner หลงเหลือเลย การโอนย้าย bitcoin ก็ไม่สามารถทำได้ และระบบก็จะพัง!!
..
เหตุการณ์ข้างต้นดูจะเป็นคำพูดที่รุนแรงไป เพราะในปัจจุบันก็มี Miner หลายรายที่คิดค่า Fee ในการดำเนินการอยู่แล้วซึ่งก็จะช่วยให้ Miner ยังมีแรงจูงใจในการขุดอยู่บ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าในอนาคตแล้วค่า Fee ควรจะเป็นเท่าไร เพราะถ้ามากเกินไปก็จะทำให้ต้นทุนในการใช้ bitcoin นั้นสูงขึ้นไปด้วย (ในขณะที่ปัจจุบันแทบจะเรียกได้ว่าฟรี เพราะปัจจุบันรายได้หลักของนักขุดยังคงมาจาก bitcoin ใหม่ที่ถูกขุดขึ้นมา)
..
คำถามถัดไปคือ แล้วจะแก้ปัญหานี้อย่างไร?
..
เหตุการณ์ข้างต้นดูจะเป็นคำพูดที่รุนแรงไป เพราะในปัจจุบันก็มี Miner หลายรายที่คิดค่า Fee ในการดำเนินการอยู่แล้วซึ่งก็จะช่วยให้ Miner ยังมีแรงจูงใจในการขุดอยู่บ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าในอนาคตแล้วค่า Fee ควรจะเป็นเท่าไร เพราะถ้ามากเกินไปก็จะทำให้ต้นทุนในการใช้ bitcoin นั้นสูงขึ้นไปด้วย (ในขณะที่ปัจจุบันแทบจะเรียกได้ว่าฟรี เพราะปัจจุบันรายได้หลักของนักขุดยังคงมาจาก bitcoin ใหม่ที่ถูกขุดขึ้นมา)
..
คำถามถัดไปคือ แล้วจะแก้ปัญหานี้อย่างไร?
มีหลากหลายวิธีที่ถูกเสนอขึ้นมาแต่ก็ยังไม่เห็นวิธีไหนที่ดูจะเป็น "Silver bullet" ที่จะมาแก้ปัญหานี้ เรามาลองดูกันว่ามีวิธีไหนบ้างที่เป็นที่ถกเถียง
1) แก้ Protocol เพื่อเพิ่มปริมาณ Bitcoin - วิธีนี้ก็ตรงๆครับ เมื่อ bitcoin มันมีไม่พอที่จะขุดออกมา ก็เพิ่มมันสะเลย!! ผมมองว่าวิธีนี้น่าจะเป็น "การฆ่าตัวตายที่สมบูรณ์แบบ" เนื่องจาก bitcoin เกิดขึ้นมาได้ในลักษณะที่คล้ายกับทองคำ ที่ทุกคนเชื่อว่ามันมีมูลค่าจาก Supply ที่มีจำกัด ซึ่งถ้า bitcoin ดันไปแก้กฎให้มีปริมาณ bitcoin เพิ่มขึ้น นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับสกุลเงินปกติที่เราใช้กันในปัจจุบัน และเหมือนเป็นการทำลายจุดขายของตัว bitcoin เอง
..
2) ก็อย่างที่พูดไปข้างต้น คือต้องหาระบบที่จะแบ่งปันผลตอบแทนในการดำเนินการให้ Miner - วิธีนี้ดูจะเป็นวิธีเดียวที่จะรักษาให้ bitcoin ยังเดินหน้าต่อไปได้ แต่ก็อย่างที่บอกไป "มันไม่มีใครรู้" ว่าจะสร้างเงื่อนไขการแบ่งปันค่าตอบแทนตรงนี้ยังไง?
..
2) ก็อย่างที่พูดไปข้างต้น คือต้องหาระบบที่จะแบ่งปันผลตอบแทนในการดำเนินการให้ Miner - วิธีนี้ดูจะเป็นวิธีเดียวที่จะรักษาให้ bitcoin ยังเดินหน้าต่อไปได้ แต่ก็อย่างที่บอกไป "มันไม่มีใครรู้" ว่าจะสร้างเงื่อนไขการแบ่งปันค่าตอบแทนตรงนี้ยังไง?
รายได้หลักของ Miner ทุกวันนี้ยังมาจาก bitcoin ที่ถูกขุดขึ้นใหม่ ซึ่งไม่มีใครที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้ และถ้าในอนาคตเมื่อ bitcoin ที่ถูกขุดขึ้นใหม่มีจำนวนลดลงเรื่อยๆจนกระทั่งหมดไป รายได้ของเหล่า Miner ก็จะลดลงส่งผลให้ Miner ลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่งก็จะสวนทางกับจำนวนคนที่อาจจะใช้ bitcoin เพิ่มขึ้น แต่คนดำเนินการโอนย้ายกลับลดลง นั่นก็จะยิ่งนำไปสู่ปัญหาของการประมลผลข้อมูลที่อาจมี "พลัง" ไม่เพียงพอที่จะรองรับ
..
พลังที่ว่าหมายถึงอะไร? รู้มั๊ยครับว่า bitcoin ที่เราใช้กันมันไม่ใช่ระบบที่ real-time แบบการโอนเงินผ่านธนาคาร หรือการซื้อขายหุ้นผ่าน internet ทุกครั้งที่คุณโอนย้าย bitcoin คุณจะต้องรอราว 10 นาที การโอนย้ายนั้นถึงจะสำเร็จ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะระบบเบื้องหลังของมัน ที่ให้ Miner ใช้เวลาราว 10 นาทีในการโอนย้าย bitcoin
..
จะเกิดอะไรขึ้นอีกถ้า Miner ลดลง?
..
พลังที่ว่าหมายถึงอะไร? รู้มั๊ยครับว่า bitcoin ที่เราใช้กันมันไม่ใช่ระบบที่ real-time แบบการโอนเงินผ่านธนาคาร หรือการซื้อขายหุ้นผ่าน internet ทุกครั้งที่คุณโอนย้าย bitcoin คุณจะต้องรอราว 10 นาที การโอนย้ายนั้นถึงจะสำเร็จ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะระบบเบื้องหลังของมัน ที่ให้ Miner ใช้เวลาราว 10 นาทีในการโอนย้าย bitcoin
..
จะเกิดอะไรขึ้นอีกถ้า Miner ลดลง?
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเชื่อถือใน bitcoin ก็คือ blockchain ซึ่งเป็นระบบที่อยู่เบื้องหลังมันอีกที
ในขณะที่โลกปัจจุบันนั้นเป็นระบบ Centralize ซึ่งหมายถึงการประมวลผลหรือการเก็บข้อมูลมักจะรวมไว้ที่จุดๆเดียวนั่นก็คือพวก Server ต่างๆ แต่ blockchain นั้นนำเสนอระบบใหม่ที่เป็น De-centralize คือทั้งข้อมูลและการประมวลผลจะถูกกระทำโดยคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในระบบทั้งหมด ซึ่งในที่นี้ก็หมายถึงคอมพิวเตอร์ของ Miner ทุกคน
Blockchain นั้นจะเก็บข้อมูลเป็น block ต่อเนื่องจาก block เดิมและสามารถตรวจสอบย้อนหลังไปใน block ก่อนหน้าได้ว่าข้อมูลที่แท้จริงเป็นอย่างไร ซึ่งทุกคนในระบบจะมีข้อมูลที่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นหากเราต้องการจะ hack ข้อมูลหรือ แก้ไขตัวเลข เราจะทำได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าไปแก้ไขข้อมูลในคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในระบบทั้งหมด ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วเรียกว่าเป็นไปไม่ได้เลย!!
..
จุดนี้แหละครับที่เป็นปัญหาถ้าเกิดเรามี Miner (จำนวนคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในระบบ) ลดลง!!
..
ครั้งหนึ่ง bitcoin ก็เกือบจะล่มอยู่เหมือนกัน เมื่อพบว่า การประมวลผลข้อมูลมันเกิดแตกออกเป็นสองสาย สุดท้ายก็ต้องมาดูว่าข้อมูลชุดไหนกันแน่ที่เป็นของจริง ซึ่งก็ต้องดูว่า **คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ในระบบถือครองข้อมูลชุดไหน**
..
ที่ต้องเน้นด้วยดอกจันทน์เพราะจุดนี้คืออีกจุดที่เป็นความเสี่ยงต่อการล่มสลายของ bitcoin
..
ลองคิดดูนะครับ ถ้าอนาคตผลตอบแทนให้ Miner ลดลงเรื่อยๆ ย่อมทำให้จำนวน Miner น้อยลง และอาจเหลือ Miner รายใหญ่ๆไม่กี่รายที่ทำแล้วคุ้มกับค่า fee ซึ่งสุดท้ายจากระบบที่เป็น De-centralize ก็จะกลับมาสู่ Centralize อีกครั้ง และการ Hack ข้อมูลก็มีความเป็นไปได้มากขึ้นนั่นเอง!!!
..
ที่เล่ามาทั้งหมดยังเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีนี้ ดังนั้นราคา bitcoin ก็ยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นได้อีก แต่นักลงทุนก็ควรจะติดตามพัฒนาการของมันไปเรื่อยๆ เพราะถึงวันหนึ่ง ธรรมชาติก็จะเป็นผู้คัดเลือกว่า bitcoin จะอยู่หรือไป
..
ลองคิดดูนะครับ ถ้าอนาคตผลตอบแทนให้ Miner ลดลงเรื่อยๆ ย่อมทำให้จำนวน Miner น้อยลง และอาจเหลือ Miner รายใหญ่ๆไม่กี่รายที่ทำแล้วคุ้มกับค่า fee ซึ่งสุดท้ายจากระบบที่เป็น De-centralize ก็จะกลับมาสู่ Centralize อีกครั้ง และการ Hack ข้อมูลก็มีความเป็นไปได้มากขึ้นนั่นเอง!!!
..
ที่เล่ามาทั้งหมดยังเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีนี้ ดังนั้นราคา bitcoin ก็ยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นได้อีก แต่นักลงทุนก็ควรจะติดตามพัฒนาการของมันไปเรื่อยๆ เพราะถึงวันหนึ่ง ธรรมชาติก็จะเป็นผู้คัดเลือกว่า bitcoin จะอยู่หรือไป
#จงระวังวิกฤตในทุกโอกาส

Comments
Post a Comment