Skip to main content

จากน้ำอัดลมถึงน้ำมะพร้าว เราจะลงทุนอะไรดี


น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ชาเขียว น้ำคอลลาเจน น้ำบำรุงสวย น้ำผลไม้ น้ำมะพร้าว บลาๆๆ
..
ทีกล่าวมาทั้งหมดเป็นตัวอย่างคร่าวๆของธุรกิจน้ำดื่มที่ไม่ใช่น้ำเปล่า แน่นอนว่าตลาดเครื่องดื่มนั้นมีขนาดที่ใหญ่มาก และการทำ Product ได้ติดตลาดก็เหมือนว่าจะสร้างความร่ำรวยให้นักลงทุนได้ในช่วงระยะเวลาเพียงไม่นาน
..
แล้วเราจะเลือกอะไรดีละ?? ผมจำได้ว่าช่วงเด็กถ้าเราไม่ดื่มน้ำเปล่าเราก็มีทางเลือกไม่มากนัก ซึ่งสมัยนั้นก็มีเพียงน้ำอัดลมที่เป็นทางเลือก ถัดมาในอีกยุคสมัยก็เป็นยุคของชาเขียวด้วยเหตุผลเช่นว่าดีต่อสุขภาพมากกว่าน้ำอัดลมบ้างอะไรบ้าง แต่จะยังไงก็แล้วแต่ตลาดชาเขียวก็โตมากจนสามารถสร้างนักธุรกิจพันล้านขึ้นมาได้
..
ผ่านมาอีกยุคหนึ่งก็มาเน้นเครื่องดื่มเพิ่มความหล่อความสวย ซึ่งมองผ่านๆก็เหมือนว่า "มันจะเป็นไปได้ยังไง" แต่อย่างว่าก็มียอดขายถล่มทลายติดตลาดกันไป
..
มาถึงอีกยุคนึง โอ้มีคนจีนมาเที่ยวไทยเยอะเลย และก็ชอบน้ำมะพร้าวกันอย่างมาก ครั้งนี้ก็ถึงทีของน้ำมะพร้าวที่ได้เป็นพระเอก
..
อนาคตก็คงมีเครื่องดื่มใหม่ๆออกมาทำตลาดกันอีกมากมาย แต่ปัญหาของนักลงทุนคือแล้วเราจะลงทุนกับเครื่องดื่มตัวไหนดี??
..
แน่นอนว่า แม้กระทั่งเจ้าพ่อชาเขียวก็ยังพลาดพลั้งในสงครามครั้งหลังๆ แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า "เครื่องดื่มไหนมันจะมา?" ถ้าลงทุนถูกตัวก็รวยแน่ ถ้าเลือกผิดก็คงไม่ไหว
..
บัฟเฟตเคยกล่าวไว้ว่า "จงลงทุนในหุ้นสะพานข้าม"
..
หุ้นสะพานข้ามในความหมายก็คือ หุ้นที่ทำธุรกิจเป็น "Platform" ซึ่งในกรณีของธุรกิจเครื่องดื่มก็คงเป็นบริษัทที่ผลิต "ภาชนะ" สำหรับใส่น้ำเหล่านั้น เช่นขวดพลาสติก หรือฝา เป็นต้น
..
แน่นอนว่ามันจะไม่สามารถทำกำไรได้อย่างพลิกชีวิต เพราะมันก็จะเติบโตไปตามค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม แต่แน่นอนว่าความเสี่ยงที่จะเจ๊งนั้นก็ย่อมน้อยกว่า สุดท้ายแล้วเพื่อนๆก็คงต้องเลือกเองว่าจะลงทุนในธุรกิจผลิต "เครื่องดื่ม" ที่มีโอกาสรวยมากหรือเจ๊ง หรือจะลงทุนในธุรกิจผลิต "ภาชนะ" ที่ค่อยเป็นค่อยไป แต่สำหรับผมแล้วถ้าอยากเสี่ยง ผมว่าไปเล่นการพนันน่าจะตื่นเต้นกว่า!!!

#จงระวังวิกฤตในทุกโอกาส

Comments

Popular posts from this blog

ดูนางให้ดูแม่ ดูหุ้นให้ดูผู้บริหาร

ถ้าผมจะบอกว่าสิ่งแรกที่ควรพิจารณาก่อนการลงทุนไม่ใช่ "งบการเงิน" แต่เป็น "ผู้บริหาร" คุณจะเชื่อมั๊ย? .. ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น? .. ในยุคปัจจุบันบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นจะถูกกำกับดูแลโดยหน่วยงานของภาครัฐ อย่างในประเทศไทยก็คือ กลต. แน่นอนว่ามันสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ระดับหนึ่งว่าบริษัทเหล่านี้น่าจะถูก "คัดกรอง" มาแล้ว .. นักลงทุนในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นความสนใจไปที่ผลประกอบการของบริษัทเป็นหลัก .. แต่ที่จริงแล้วหน่วยงานกำกับดูแลได้ทำหน้าที่ของเขาจริงรึเปล่า? .. ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาผมเห็นการเบี้ยวหนี้ของบริษัทหลายแห่ง หรือแม้กระทั่งการประกาศว่าบริษัท "เจ๊ง" อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งบริษัทเหล่านั้นแทบไม่ได้ออกมาบอกถึงสาเหตุที่แท้จริงเลยว่า "เกิดอะไรขึ้น" .. นี่จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งหลายรวมทั้งตัวผมเองก็สงสัยว่า ตกลงแล้วบริษัทมันเจ๊งจริงหรือ "เราโดนโกง" เพราะแน่นอนว่าเราคงไม่อยากเอาเงินของเราไปร่วมลงทุนกับคนโกง!! .. ย้อนกลับไปสัก 500 ปีก่อนในช่วงที่แนวคิดของ "การร่วมหุ้น" ได้เก...

รู้เขารู้เรา รบยังไงให้ชนะ Passive fund??

ช่วงหลายปีมานี้กูรูหลายคนออกมาให้ความเห็นในการลงทุนในกองทุนรวมโดยหยิบเอาผลตอบแทนในอดีตของกองทุนรวมที่เป็น Passive fund มาเปรียบเทียบกับกองที่เป็น Active fund .. ผลก็คือกองทุน Active fund กว่า 80% ที่ลงทุนจ้างนักวิเคราะห์เพื่อมาคัดเลือกหุ้นอย่างมากมายกลับสร้างผลตอบแทนสู้กองทุน Passive fund ที่ใช้เพียงคอมพิวเตอร์ในการปรับสัดส่วนการลงทุนไม่ได้เลย .. นั่นก็ทำให้เงินทุนหลั่งไหลเข้าไปยังกองทุน Passive fund มากขึ้นและเกิดกองทุนใหม่ๆขึ้นมามากมายเพื่อตอบสนองกับความต้องการเหล่านั้น .. และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งความกังวลในฟากตะวันตก เนื่องจากหลักการซื้อขายหุ้นของกอง Passive fund นั้นจะคำนวณตามมูลค่าของหุ้นที่อยู่ในกลุ่มอ้างอิง ซึ่งนักการเงินหลายคนบอกว่ามันทำให้กลไกตลาดทำงานผิดเพี้ยน!! .. ตัวอย่างเช่นกองทุน Passive fund ที่อ้างอิงกับ SET50 ตัวกองทุนจะต้องมีการคำนวณอยู่เสมอว่าตอนนี้หุ้นใน SET50 แต่ละตัวมีน้ำหนักต่อดัชนีเท่าไร สมมติว่า Market cap รวมของ SET50 เท่ากับ 10 ล้านล้านบาท และ Market cap ของหุ้นปตท. เท่ากับ 1 ล้านล้านบาท กองทุนก็จะต้องลงทุนใน ปตท. เป็นสัดส่วน 10% ของขนาด...

เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือ 20 ปีที่แล้ว

นักลงทุนหลายๆคนเมื่อเริ่มศึกษาประวัติการลงทุนของเหล่ากูรูทั่วโลกมักจะมีความคิดขึ้นมาเสมอว่า "ก็เรามันเกิดช้าไป" "ตอนนี้หุ้นมันแพงแล้ว" หรือ "ลงทุนสมัยก่อนมันไม่ยากเท่าปัจจุบัน" .. ผมไม่เถียงครับว่าช่วงเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เศรษฐกิจเกิดใหม่มักมีการเติบโตที่เร็วกว่า แต่ในเมื่อเราอยู่กับปัจจุบันแล้ว การพยายามหาข้ออ้างมันคงไม่ได้ช่วยอะไรเรานอกจากการปลอบใจ .. ถ้าเราลองมองดีๆจะพบว่าโอกาสการลงทุนมันมีอยู่เสมอขึ้นอยู่กับว่าเรา "มองเกมขาดแค่ไหน?" "เราขยันแค่ไหน?" .. Facebook Google Apple ก็เป็นบริษัทที่เติบโตอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แล้วคุณจะบอกว่าโอกาสการลงทุนในปัจจุบันมันไม่มี?? .. สิ่งที่ผมจะบอกคือ "ความมั่งคั่ง" มันไม่เคยหายไปจากโลกครับ มันแค่ย้ายจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง หรือถ้าจะพูดให้ชัดคือ จากธุรกิจเก่าๆไปยังธุรกิจสำหรับอนาคต ธุรกิจที่มีความสามารถในการ "แย่งเงิน" จากคนอื่นก็จะเป็นธุรกิจที่เติบโต ในขณะที่ผู้แพ้ก็ต้องล้มตายไปตามระเบียบ .. บ่อยครั้งที่ผู้ประกอบการอ้างว่าเศรษฐกิจไ...