Skip to main content

เราจะวิเคราะห์ Cryptocurrency ยังไงดี?


นับว่ากระแสแรงมากเลยทีเดียวสำหรับสกุลเงิน Digital ทั้งเรื่องราคาที่เหวี่ยงขึ้นลงอย่างมากและการออกเหรียญใหม่ๆกันแทบทุกวัน ล่าสุดบริษัทมหาชนในไทยแห่งนึงก็ประกาศจะทำ Digital coin กับเค้าด้วย วันนี้เซียนกบจะมาเล่าคร่าวๆถึงมุมมองของเซียนกบว่าเหรียญไหนมีโอกาสรุ่งหรือเหรียญไหนมันเป็นเหรียญเก๊กันแน่!!!!
..
Digital coin นั้นอยู่ในกลุ่มของ Zero earning asset นั่นหมายความว่าคุณจะไม่ได้อะไรจากการถือครองเหรียญ ซึ่งแตกต่างจากหุ้นที่คุณยังได้รับเงินปันผลจากการถือครองมันไว้ ดังนั้นทางเดียวที่คุณจะได้กำไรจากการถือครอง Digital coin คือราคาของมันจะต้องเพิ่มขึ้น!!
..
มันจึงกลับมาสู่จุดที่เราต้องวิเคราะห์ถึง Demand และ Supply ของเหรียญที่เรากำลังสนใจ ตราบใดที่ Demand มากกว่า Supply เหรียญก็จะมีมูลค่าสูงขึ้น
..
เรามาเริ่มที่ฝั่ง Supply ของเหรียญกันก่อนเนื่องจากมันพิจารณาได้ง่ายกว่า Supply ของเหรียญนั้นจะขึ้นอยู่กับผู้สร้างเหรียญนั้นขึ้นมา บางเหรียญอาจจะมี Supply ที่จำกัดในขณะที่บางเหรียญผู้สร้างอาจจะเสกเหรียญขึ้นมาเท่าไรก็ได้ตามที่ต้องการ แน่นอนว่าการที่มี Supply จำกัดย่อมสร้างมูลค่าให้แก่เหรียญได้มากกว่าเนื่องจากตัดปัญหาเหรียญเฟ้อทิ้งไปได้ และพี่ใหญ่ในวงการอย่าง Bitcoin ก็เป็นหนึ่งในเหรียญที่ประกาศตัวเองอย่างชัดเจนว่ามี Supply จำกัดอยู่ที่ 21 ล้านเหรียญ อย่างไรก็ดีการที่ Supply มีจำกัดใช่ว่าจะเป็นข้อดีเสมอไปเดี๋ยวเราจะไปว่ากันอีกทีนึงตอนพูดถึงเรื่อง Blockchain (ถ้าผมลืมก็ช่วยทวงด้วยนะครับ)
..
ทางด้านของ Demand จะค่อนข้างวิเคราะห์ยากขึ้นมาหน่อย ผมขอให้ทุกคนตั้งคำถามครับโดยตัดคำตอบเรื่องเก็งกำไรออกไปนะครับ คำถามก็คือ "ทำไมเราถึงต้องการเหรียญนี้ การครอบครองเหรียญนี้มันทำอะไรได้?" อันนี้เป็นสิ่งที่นักเก็งกำไรในตลาดทั่วไปอาจจะมองข้ามครับเพราะคิดว่าซื้อๆไปเดี๋ยวราคามันก็ขึ้นเอง แต่สิ่งที่ผมอยากชี้ให้เพื่อนๆเห็นก็คือ "แต่ละเหรียญมันมีคุณสมบัติของมันเองครับและความพิเศษของมันนี่เองที่จะเป็นตัวกำหนด Demand ของมัน"
..
อย่างเช่น Bitcoin จุดขายของมันก็คือการวางตัวเปรียบเสมือนการเป็นทองคำ ต้นทุนการเปลี่ยนมือที่ยังไม่สูงมากสามารถทดแทนการโอนเงินข้ามประเทศได้ หรือการปกปิดตัวตนของผู้ทำธุรกรรมเป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นจุดขายที่ทำให้มีคนต้องการ Bitcoin
..
หรืออย่างเช่นระบบ Ethereum (ใครไม่มีพื้นฐานหาอ่านเอาใน Internet ครับ หรือจะหลังไมค์มาคุยกันก็ได้) ที่มีเหรียญ Ether เป็นของตัวเองก็มีจุดขายในการเป็น "เงิน" ที่ไว้ใช้ซื้อบริการที่มีคนเสนออยู่บนระบบของ Ethereum (ถึงแม้ว่าคุณจะต้องเอา Ether coin ไปแลกเป็นเหรียญอื่นอีกทีเพื่อซื้อบริการก็เหอะ) แน่นอนหากมีคนต้องการใช้บริการบนระบบ Ethereum มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ Demand ของ Ether coin สูงขึ้นไปด้วยนั่นเอง
..
จาก 2 ตัวอย่างข้างต้นหวังว่าเพื่อนๆพอจะได้ไอเดียเวลาวิเคราะห์แล้วว่าเหรียญที่เราสนใจนั้นมันจะปัง!!หรือจะพัง!!
..
นอกจากเรื่อง Demand และ Supply แล้วยังมีระบบเบื้องหลังอยู่อีกที่เราเรียกกันว่า Blockchain จุดแข็งของ Blockchain คือการ decentralize ซึ่งทำให้โอกาสที่จะถูกแฮคนั้นน้อยมากๆจนแทบจะเป็นไปไม่ได้อีกทั้งการเคลื่อนไหวต่างๆจะถูกตรวจสอบและยืนยันจากคนที่อยู่ในระบบทั้งหมด ซึ่งจุดนี้สร้างความเชื่อมั่นต่อวงการ Cryptocurrency ได้มากจริงๆว่ามันจะไม่ถูกปลอมแปลงและไม่ถูกขโมย และเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของมูลค่าของเหรียญอย่าง Bitcoin
..
อย่างไรก็ดีจุดอ่อนมันก็อยู่ที่คำว่า "คนในระบบ" เช่นเดียวกัน.... Blockchain จะทำงานได้ดีเมื่อมีคนในระบบมากๆ ในทางกลับกันหากคนในระบบมีน้อยจุดขายในการ Decentralize ก็จะอ่อนแอลง ลองคิดดูว่าถ้ามีคนในระบบแค่ 20 คนการที่จะแฮคก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่ยากอะไร
..
การที่จะให้มีคนอยู่ในระบบมากๆคอย Process สิ่งที่เกิดขึ้น เขาเหล่านั้นย่อมต้องการผลตอบแทนครับและนั่นก็เป็นที่มาของเหล่า Miner หรือที่เราเรียกกันว่า"การขุดหรือการทำเหมือง" นั่นเอง
..
ในระบบเบื้องหลังของ Bitcoin และ Ethereum ผู้ขุดก็จะได้ผลตอบแทนออกมาเป็นเหรียญซึ่งมันก็จะวนกลับไปที่เรื่องของมูลค่าของเหรียญ หาก miner ไม่เชื่อว่ามันจะมีมูลค่าสูงขึ้นก็เลือกที่จะไปขุดเหรียญอื่นจะดีกว่า
..
ณ ปัจจุบันนี้ Bitcoin และ Ethereum ยังคงเดินหน้าต่อไปได้เนื่องจาก Miner ยังคงได้รับเหรียญเป็นเสมือนค่าตอบแทนในการดำเนินการและ Miner ก็เชื่อด้วยว่ามันมีมูลค่า (ก็แหงหละราคาตลาดมันชัดเจนขนาดนั้น) ซึ่งเหรียญที่ Miner ได้รับนั้นเกิดขึ้นมาจากอากาศตามที่ระบบได้เขียนไว้ครับ อย่างไรก็ตามในอนาคตเมื่อ Bitcoin ถูกขุดมาจนครบ 21 ล้านเหรียญแล้ว Miner ก็จะไม่มีแรงจูงใจในการขุด (การ process transaction ที่เกิดขึ้น) และระบบก็จะหยุดชะงักเมื่อถึงตอนนั้นก็ต้องดูว่า bitcoin จะไปต่อยังไง (แต่ก่อนจะถึงจุดนั้นก็ยังมีปัญหาอื่นๆเช่นความคุ้มค่าในการขุดหรือเรื่อง block size เป็นต้น ซึ่งเพื่อนๆสามารถหาอ่านได้ทั่วไป หรือจากเรื่องที่ผมเคยเขียนทิ้งไว้ว่า "จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ bitcoin ถูกขุดหมดโลก") ทางฟากของ Ethereum นั้นอาจจะเจอปัญหาน้อยกว่าเนื่องจากในระบบของ Ethereum ไม่มีการจำกัด Supply ของ Ether coin แต่อัตราการเพิ่มของ Supply (คิดเป็น %) จะลดลงเรื่อย ซึ่งนั่นก็หมายความว่าจะมีผลตอบแทนให้ Miner ยังคงคอย Process ต่อไปเรื่อย
..
ไม่แน่ใจว่าเพื่อนๆอ่านมาถึงบรรทัดนี้กันรึเปล่า ใครอ่านมาถึงก็ขอให้สมหวังกับการลงทุนครับ

Comments

Popular posts from this blog

ดูนางให้ดูแม่ ดูหุ้นให้ดูผู้บริหาร

ถ้าผมจะบอกว่าสิ่งแรกที่ควรพิจารณาก่อนการลงทุนไม่ใช่ "งบการเงิน" แต่เป็น "ผู้บริหาร" คุณจะเชื่อมั๊ย? .. ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น? .. ในยุคปัจจุบันบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นจะถูกกำกับดูแลโดยหน่วยงานของภาครัฐ อย่างในประเทศไทยก็คือ กลต. แน่นอนว่ามันสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ระดับหนึ่งว่าบริษัทเหล่านี้น่าจะถูก "คัดกรอง" มาแล้ว .. นักลงทุนในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นความสนใจไปที่ผลประกอบการของบริษัทเป็นหลัก .. แต่ที่จริงแล้วหน่วยงานกำกับดูแลได้ทำหน้าที่ของเขาจริงรึเปล่า? .. ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาผมเห็นการเบี้ยวหนี้ของบริษัทหลายแห่ง หรือแม้กระทั่งการประกาศว่าบริษัท "เจ๊ง" อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งบริษัทเหล่านั้นแทบไม่ได้ออกมาบอกถึงสาเหตุที่แท้จริงเลยว่า "เกิดอะไรขึ้น" .. นี่จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งหลายรวมทั้งตัวผมเองก็สงสัยว่า ตกลงแล้วบริษัทมันเจ๊งจริงหรือ "เราโดนโกง" เพราะแน่นอนว่าเราคงไม่อยากเอาเงินของเราไปร่วมลงทุนกับคนโกง!! .. ย้อนกลับไปสัก 500 ปีก่อนในช่วงที่แนวคิดของ "การร่วมหุ้น" ได้เก...

รู้เขารู้เรา รบยังไงให้ชนะ Passive fund??

ช่วงหลายปีมานี้กูรูหลายคนออกมาให้ความเห็นในการลงทุนในกองทุนรวมโดยหยิบเอาผลตอบแทนในอดีตของกองทุนรวมที่เป็น Passive fund มาเปรียบเทียบกับกองที่เป็น Active fund .. ผลก็คือกองทุน Active fund กว่า 80% ที่ลงทุนจ้างนักวิเคราะห์เพื่อมาคัดเลือกหุ้นอย่างมากมายกลับสร้างผลตอบแทนสู้กองทุน Passive fund ที่ใช้เพียงคอมพิวเตอร์ในการปรับสัดส่วนการลงทุนไม่ได้เลย .. นั่นก็ทำให้เงินทุนหลั่งไหลเข้าไปยังกองทุน Passive fund มากขึ้นและเกิดกองทุนใหม่ๆขึ้นมามากมายเพื่อตอบสนองกับความต้องการเหล่านั้น .. และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งความกังวลในฟากตะวันตก เนื่องจากหลักการซื้อขายหุ้นของกอง Passive fund นั้นจะคำนวณตามมูลค่าของหุ้นที่อยู่ในกลุ่มอ้างอิง ซึ่งนักการเงินหลายคนบอกว่ามันทำให้กลไกตลาดทำงานผิดเพี้ยน!! .. ตัวอย่างเช่นกองทุน Passive fund ที่อ้างอิงกับ SET50 ตัวกองทุนจะต้องมีการคำนวณอยู่เสมอว่าตอนนี้หุ้นใน SET50 แต่ละตัวมีน้ำหนักต่อดัชนีเท่าไร สมมติว่า Market cap รวมของ SET50 เท่ากับ 10 ล้านล้านบาท และ Market cap ของหุ้นปตท. เท่ากับ 1 ล้านล้านบาท กองทุนก็จะต้องลงทุนใน ปตท. เป็นสัดส่วน 10% ของขนาด...

เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือ 20 ปีที่แล้ว

นักลงทุนหลายๆคนเมื่อเริ่มศึกษาประวัติการลงทุนของเหล่ากูรูทั่วโลกมักจะมีความคิดขึ้นมาเสมอว่า "ก็เรามันเกิดช้าไป" "ตอนนี้หุ้นมันแพงแล้ว" หรือ "ลงทุนสมัยก่อนมันไม่ยากเท่าปัจจุบัน" .. ผมไม่เถียงครับว่าช่วงเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เศรษฐกิจเกิดใหม่มักมีการเติบโตที่เร็วกว่า แต่ในเมื่อเราอยู่กับปัจจุบันแล้ว การพยายามหาข้ออ้างมันคงไม่ได้ช่วยอะไรเรานอกจากการปลอบใจ .. ถ้าเราลองมองดีๆจะพบว่าโอกาสการลงทุนมันมีอยู่เสมอขึ้นอยู่กับว่าเรา "มองเกมขาดแค่ไหน?" "เราขยันแค่ไหน?" .. Facebook Google Apple ก็เป็นบริษัทที่เติบโตอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แล้วคุณจะบอกว่าโอกาสการลงทุนในปัจจุบันมันไม่มี?? .. สิ่งที่ผมจะบอกคือ "ความมั่งคั่ง" มันไม่เคยหายไปจากโลกครับ มันแค่ย้ายจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง หรือถ้าจะพูดให้ชัดคือ จากธุรกิจเก่าๆไปยังธุรกิจสำหรับอนาคต ธุรกิจที่มีความสามารถในการ "แย่งเงิน" จากคนอื่นก็จะเป็นธุรกิจที่เติบโต ในขณะที่ผู้แพ้ก็ต้องล้มตายไปตามระเบียบ .. บ่อยครั้งที่ผู้ประกอบการอ้างว่าเศรษฐกิจไ...